Tag Archive for: Digital Transformation

ในยุคที่ “ข้อมูล” คือทรัพยากรสำคัญของทุกองค์กร ระบบ IT กลายเป็นศูนย์กลางของการดำเนินธุรกิจ รวมถึงระบบ ERP ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการกระบวนการหลัก เช่น การเงิน การจัดซื้อ สินค้าคงคลัง การผลิต และทรัพยากรบุคคล ความปลอดภัยจึงเป็นปัจจัยที่องค์กรมองข้ามไม่ได้ การกำหนดสิทธิ์ที่ไม่เหมาะสม การเข้าถึงข้อมูลที่เกินความจำเป็น หรือเหตุการณ์คุกคามทางไซเบอร์เพียงครั้งเดียว อาจสร้างความเสียหายต่อข้อมูล ความต่อเนื่องของธุรกิจ และความเชื่อมั่นของผู้บริหาร รวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ดังนั้นองค์กรจำเป็นต้องมีกรอบการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยที่ชัดเจนและเป็นระบบ เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลและกระบวนการที่สำคัญภายในระบบ  ERP ได้รับการปกป้องอย่างเหมาะสม ซึ่งใน Microsoft Dynamics 365 Finance and Supply Chain  มีการจัดการเรื่องของความปลอดภัยหลากหลายรูปแบบ ที่จะสามารถรองรับการดำเนินงานและการเติบโตขององค์กรได้อย่างมั่นคง

Security Governance คือ ความปลอดภัยรูปแบบหนึ่งที่กำหนดบทบาทความรับผิดชอบโดยมีเป้าหมายเพื่อปกป้องข้อมูลและทรัพย์สินขององค์กรผ่านการกำหนดนโยบาย บทบาทความรับผิดชอบ และกระบวนการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ   Microsoft Dynamics 365 Finance and Supply Chain ถูกออกแบบมาโดยคำนึงถึงความปลอดภัยระดับองค์กร สามารถกำหนดระดับสิทธิ์ของผู้ใช้งาน (Role-based Security)  นอกจากจะมีสิทธิของผู้ใช้งานตามมาตรฐานจากทาง Microsoft แบ่งตามหน้าที่ความรับผิดชอบในการทำงานของผู้ใช้ ยังสามารถสร้างและปรับปรุงสิทธิของผู้ใช้งานเพิ่มเติมได้ สะดวกต่อการบริหารจัดการโดยแอดมิน รวมถึงการติดตามกิจกรรมในระบบ (Audit Trail) เป็นการจัดการความเสี่ยงเชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยลดการพัฒนาโปรแกรมเพิ่มเติม ซึ่งค่อนข้างซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายที่แพงกว่า

กล่าวได้ว่า การมี Security Governance ที่แข็งแรงไม่เพียงช่วย “ปกป้องข้อมูล” เท่านั้น แต่ยังเป็นการ “สร้างความเชื่อมั่นทางธุรกิจ” และ “เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน” ขององค์กรในระยะยาว

5 ความท้าทาย ที่ธุรกิจต้องเผชิญ เมื่อการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยไม่ชัดเจน

  • ความน่าเชื่อถือลดลง และเสี่ยงข้อมูลสำคัญรั่วไหล
     เมื่อกำหนดสิทธิ์ไม่เหมาะสม ผู้ใช้อาจเข้าถึงข้อมูลที่ “ไม่เกี่ยวกับหน้าที่” เช่น เห็นข้อมูลการเงิน ต้นทุน หรือข้อมูลพนักงานที่ไม่ควรเห็น ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริหาร ลูกค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
  • การควบคุมสิทธิ์ไร้มาตรฐานและดูแลต่อเนื่องได้ยาก
     หากไม่มีแนวทางบริหารสิทธิ์ที่ชัดเจน จะต้องคอยตรวจสอบแบบ manual ตลอดเวลา และมักเกิด “สิทธิ์ค้าง” เช่น ให้สิทธิ์ชั่วคราวแล้วลืมถอดออก เพิ่มความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว
  • การทำงานไม่โปร่งใส และตรวจสอบย้อนหลังลำบาก
     เมื่อไม่มีโครงสร้างการกำกับดูแลและการบันทึกกิจกรรมที่เป็นระบบ การตรวจสอบว่า “ใครทำอะไร เมื่อไหร่” จะทำได้ยาก ส่งผลต่อการ audit และการจัดการความเสี่ยงเชิงรุก
  • ความเสียหายทางการเงินและผลกระทบต่อความต่อเนื่องของธุรกิจ
     ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการกู้คืนระบบหลังเหตุโจมตี ค่าใช้จ่ายจากเหตุข้อมูลรั่วไหล หรือรายได้ที่หายไปจากการหยุดชะงักของระบบ ล้วนกลายเป็นต้นทุนที่สูงกว่าการป้องกันตั้งแต่ต้น
  • ภาระตกอยู่กับทีม IT มากเกินจำเป็น
     ทีม IT ต้องใช้เวลาจำนวนมากไปกับการแก้ปัญหาสิทธิ์ซ้ำ ๆ ตอบคำขอเข้าถึง และไล่ตรวจความผิดพลาด ทำให้เสียโฟกัสจากงานที่ควรสร้างคุณค่าเชิงกลยุทธ์ให้ธุรกิจ

Microsoft Dynamics 365 Finance and Supply Chain ช่วยลดปัญหาด้านความปลอดภัยองค์กรได้อย่างไรบ้าง

  • ปกป้องข้อมูลสำคัญขององค์กร (Data Protection): โครงสร้างความปลอดภัย รองรับการกำหนดสิทธิ์แบบ Role-based Access Control ซึ่งองค์กรสามารถควบคุมการเข้าถึงข้อมูลได้อย่างละเอียด และลดโอกาสข้อมูลรั่วไหล หรือการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • ควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงอย่างเป็นระบบ (Role-based Access Control): ลดความซ้ำซ้อน และกำหนดสิทธิ์ได้อย่างเหมาะสม
Role-based Access Control
  • ยืดหยุ่นและปรับขยายได้ตามโครงสร้างองค์กร (Scalability & Flexibility):  รองรับและปรับแต่งการเข้าถึงโครงสร้างองค์กรแบบหลากหลายธุรกิจ
  • สามารถตรวจสอบและติดตามได้ (Auditability & Monitoring): สามารถดูการเข้าถึงข้อมูล และมี Report ต่างๆ ที่รองรับมากขึ้น
  • ลดภาระของฝ่าย IT (Operational Efficiency): ลดความซับซ้อนในการดูแลผู้ใช้งาน ลดความผิดพลาด Human Error และสามารถจัดการสิทธิ์ได้ง่ายขึ้น
  • ปรับสิทธิ์ได้เองบนระบบ ไม่ต้องเขียนโค้ด: มี Tool ในการ Customize Role ทำให้สามารถปรับแก้ไขสิทธิ์ในการใช้งานได้ง่าย
  • รองรับมาตรฐานความปลอดภัย : รองรับ MFA และการควบคุมการเข้าถึงแบบทันสมัย ทำให้มั่นใจด้านความปลอดภัย

4 ฟีเจอร์หลักที่จะช่วยให้องค์กรทำงานได้ง่ายขึ้น 

1. สร้าง Role ที่ “พอดี” กับการใช้งานจริง – ลดความเสี่ยงและลดค่าใช้จ่าย 

หนึ่งในปัญหาที่หลายองค์กรพบจากการใช้ ERP มาตรฐาน คือ หน้าที่การทำงาน (Role) ที่มากับระบบอาจ “กว้างเกินไป” มีสิทธิ์การเข้าถึงการทำงานมากเกินหน้าที่ของผู้ใช้งาน อาจส่งผลผลเสียต่อองค์กรในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ความเสียหายทางการเงินที่อาจเกิดจากข้อมูลสำคัญรั่วไหล การทุจริตข้อมูลที่เกิดจากการปลอมแปลงเอกสารและการแก้ไขข้อมูลที่สำคัญ หรือแม้กระทั่งภาพลักษณ์องค์กรที่อาจถูกมองว่าขาดมาตรฐานในการบริหาร ขาดความเชื่อมั่นจากนักลงทุนหรือลูกค้า ส่งผลให้ธุรกิจหยุดชะงัก

Microsoft Dynamics 365 Finance and Supply Chain ให้คุณสามารถออกแบบ หน้าที่ (Role) ที่เหมาะสม หรือทำการปรับแต่งหน้าที่การทำงาน (Role) ให้ตอบโจทย์การทำงานได้อย่างง่ายดาย เพียงบันทึก (Task Recorder) ขั้นตอนการทำงานและอัพโหลด (Load from task recording) เข้าสู่ระบบ เพื่อสร้างหน้าที่การทำงาน (Role) ได้อัตโนมัติ

Load from task recording
Load from task recording #2
Load from task recording #3

2. Security Configuration on  App – ปรับแต่งแก้ไข Role ได้โดยง่าย รวดเร็ว และปลอดภัย 

Security Configuration on  App เป็นอีกฟีเจอร์หนึ่งที่มาพร้อมกับ Microsoft Dynamics 365 Finance and Supply Chain โดยผู้ดูแลสามารถปรับแต่งหน้าที่การทำงานผ่าน Application ได้เลย ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการเขียนโปรแกรม

Security Configuration on D365

ตัวอย่างเคส นายเอมีหน้าที่ในการแก้ไขข้อมูลของกลุ่มลูกค้า ปัจจุบันหน้าที่การทำงาน (Role) มาตรฐานที่ได้รับมี Access เป็น Read หรืออนุญาตให้ดูข้อมูลได้อย่างเดียวและไม่สามารถแก้ไขข้อมูลได้  

Example: Unassigned Roles for Customer Group
Example: Unassigned Roles for Customer Group

ดังนั้นหากต้องการให้นายเอสามารถทำงานตามหน้าที่ของตนเองได้ จึงต้องทำการปรับปรุงเพิ่มสิทธิ์การเข้าถึงหน้าจอให้สามารถแก้ไขข้อมูลได้โดยการปรับเพิ่มลด Access หรือการอนุญาตเข้าถึงข้อมูลให้สามารถสร้าง (Create) และ แก้ไข (Edit) ข้อมูลได้

Example: Role Assignment for Customer Group
Example: Role Assignment for Customer Group

3. Temporary Role Management – จัดการสิทธิ์ชั่วคราวได้อย่างมั่นใจ

Temporary Role Management เป็นอีก ฟีเจอร์ หนึ่งที่น่าสนใจ ที่จะช่วยจัดการสิทธิ์แบบชั่วคราวให้กับผู้ใช้งานชั่วคราวตามช่วงระยะเวลาที่กำหนดกรณีที่ผู้ใช้งานลาหยุดหรือไม่สามารถทำงานได้ในช่วงเวลาหนึ่ง 

ตัวอย่าง นายเอ ต้องการลาหยุด 1 สัปดาห์ จึงได้ ใช้ ฟีเจอร์ Temporary Role Management ในการ Assign Role ให้นายบี จัดการงานของนายเอในช่วงที่ไม่อยู่  ซึ่งหลังจากครบกำหนดตามระยะเวลาแล้ว นายบีก็จะมี Role ตามเดิมก่อนที่จะทำการ Assign  

Temporary Role Management

นอกจากนี้การใช้ฟีเจอร์นี้ยังมี Report ต่างๆ ที่ช่วยบันทึกการทำงานของ Role ที่ถูก Assign  ไป เช่น Audit logs เพื่อให้ทาง Audit สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ง่ายขึ้น หรือจะเป็น User log ที่แสดงการ Log in เข้าใช้งาน Application 

4. Security Architecture Versioning – จัดการโครงสร้างความปลอดภัยอย่างมีระบบ

ฟีเจอร์นี้เป็นฟีเจอร์สำคัญ เนื่องจากความสามารถในรองรับการจัดการ Version ของ Security Architecture ได้ หรือพูดง่ายๆ ก็คือการเก็บประวัติและเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสิทธิ์ได้ทุก Version ไว้  ตัวอย่างเช่น หากมีการให้ Role ผิด หรือให้สิทธิ์กับ User มากเกินไป ก็สามารถทำการ  Restore version กลับไปใช้ Version ก่อนหน้าได้ หรือถ้าหากต้องการตรวจสอบว่ามีการเพิ่ม/ลบ Role หรือมีการเปลี่ยนแปลงใดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้บ้าง ก็สามารถใช้ayฟังก์ชั่น Compare เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของการปรับเปลี่ยนสิทธิ์ตามแต่ละ Version ได้ เพื่อให้ได้สิทธิ์ที่ถูกต้องและตรงกับการใช้งานมากที่สุด 

Security Architecture Versioning

D365 F&O คำตอบของการบริหารข้อมูลอย่างมั่นคงและชาญฉลาด 

Microsoft Dynamics 365 Finance and Supply Chain ไม่ได้เป็นเพียงระบบ ERP เพื่อการบริหารการเงิน การบัญชี และการปฏิบัติงาน แต่เป็นระบบที่ออกแบบมาเพื่อเป็น “เกราะป้องกันข้อมูล” ที่ช่วยให้องค์กรของคุณเดินหน้าอย่างมั่นใจ ยกระดับความปลอดภัยขององค์กรด้วย Security Governance

หากคุณกำลังมองหาระบบ ERP ที่ตอบโจทย์ในเรื่องความปลอดภัย ช่วยให้องค์กรสามารถตรวจสอบ กำหนดหน้าที่ของผู้ใช้งาน และการซื้อ License เป็นไปอย่างเหมาะสม Microsoft dynamics 365 Finance and Supply chain คือคำตอบของคุณ

สนใจปรึกษาบริการ Microsoft Dynamics 365 Finance and Supply Chain by Innoviz Solutions

ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจทวีความเข้มข้นขึ้น การมีระบบบริหารจัดการทรัพยากรภายในองค์กรที่สามารถช่วยควบคุมต้นทุนและนำทรัพยากรต่างๆ มาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพสูงสุด จึงเป็นปัจจัยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยระบบ Enterprise Resource Planning (ERP) สามารถเสริมศักยภาพขององค์กรได้ใน 3 ส่วนหลักด้วยกัน

Purpose of ERP - 3 เหตุผลว่าทำไมองค์กรยุคใหม่ควรลงทุนกับระบบ ERP

1. รองรับการเติบโตสู่ตลาดทุน (IPO)

การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) เป็นเป้าหมายที่ต้องมีการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบ โดย ERP มีบทบาทสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและหน่วยงานกำกับดูแล

การมีระบบ ERP สามารถช่วยให้ธุรกิจจัดเตรียมและจัดทำผลการดำเนินงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น จากการจัดเก็บเอกสารต่างๆ ให้อยู่ภายใต้ระบบเดียวกัน ไม่กระจัดกระจาย ง่ายต่อการค้นหาและนำข้อมูลมาใช้งาน เมื่อเอกสารและรายงานทางการเงินได้รับการจัดการอย่างมีระบบ จะช่วยให้ธุรกิจสามารถออกงบการเงินได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และเป็นไปตามมาตรฐานบัญชีตามข้อกำหนด

นอกจากนี้ ERP สามารถเข้ามาช่วยได้ทั้งในส่วนที่เป็น Operational Control และ Management Control เนื่องจากระบบ ERP เป็นระบบที่เชื่อมโยงการทำงานภายในองค์กรครอบคลุมได้ทุกส่วนงาน ไม่ว่าจะเป็นระบบการเบิกจ่ายสินค้า หรือระบบอนุมัติต่างๆ ทำให้กระบวนการทั้งหมดดำเนินไปอย่างมีขั้นตอน สามารถตรวจสอบได้ นอกจากนี้ การมีระบบยังช่วยสร้างความมั่นใจว่า องค์กรมีการเก็บข้อมูลครบถ้วน ปลอดภัย สามารถกำหนดสิทธิ์ผู้ใช้ตามตำแหน่งหน้าที่ แม้ว่าไม่ได้มีข้อกำหนดโดยตรงเกี่ยวกับระบบ ERP แต่การมีระบบที่ดีมีมาตรฐานจะช่วยให้กระบวนการตรวจสอบทั้ง Internal Audit และ External Audit ผ่านไปได้อย่างราบรื่น

2. รองรับการขยายตัวอย่างไร้ขีดจำกัด (Scalability & Growth)

เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น การมีระบบที่รองรับการขยายตัวได้จึงมีความสำคัญ ระบบ ERP ที่ดีสามารถปรับขนาดตามการเติบโตขององค์กรโดยไม่ต้องเปลี่ยนระบบใหม่ ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการย้ายข้อมูล รวมถึงไม่ต้องอบรมพนักงานใหม่ ระบบสามารถรองรับปริมาณธุรกรรมที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นใบสั่งซื้อ จำนวนลูกค้า หรือปริมาณการผลิต โดยยังคงประสิทธิภาพการทำงานเดิม

เมื่อองค์กรเปิดสาขาใหม่ ขยายสายการผลิต หรือเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ ระบบ ERP ช่วยให้การขยายธุรกิจเป็นเรื่องรวดเร็วขึ้น สาขาใหม่สามารถใช้ระบบเดียวกับสำนักงานใหญ่ที่เชื่อมโยงถึงกัน ทำให้ผู้บริหารมองเห็นผลประกอบการแต่ละสาขาแบบทันที เปรียบเทียบประสิทธิภาพ และถ่ายโอนทรัพยากรระหว่างสาขาได้คล่องตัว รองรับองค์กรที่มีบริษัทในเครือหลายแห่ง

นอกจากนี้ ระบบ ERP ยังรองรับการทำงานแบบ Cloud  ทำให้องค์กรไม่ต้องลงทุนในฮาร์ดแวร์ล่วงหน้า สามารถเพิ่มหรือลดทรัพยากรได้ตามความต้องการใช้งานจริง ช่วยบริหารกระแสเงินสดอย่างมีประสิทธิภาพ พนักงานเข้าถึงระบบได้จากทุกที่ รองรับ Remote และ Hybrid Working พนักงานขายสร้างใบเสนอราคาได้ขณะพบลูกค้า ผู้จัดการตรวจสอบสายการผลิตได้จากบ้าน ผู้บริหารอนุมัติเอกสารได้ระหว่างเดินทาง ทำให้องค์กรคล่องตัวและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ

3. มองเห็นภาพรวมองค์กรแบบ Real-time (Business Health-Check)

ในยุคที่ข้อมูลคือพลัง การมีข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และทันเวลา คือปัจจัยชี้วัดความสำเร็จทางธุรกิจ ระบบ ERP สามารถทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูลที่รวบรวมทุกกิจกรรมขององค์กรไว้ในที่เดียว

ผู้บริหารสามารถเห็น Dashboard ที่แสดงสถานะขององค์กรแบบ Real-time ตั้งแต่ยอดขาย สต็อกสินค้า กระแสเงินสด ไปจนถึงประสิทธิภาพการผลิต ทุกอย่างเชื่อมโยงกันอย่างอัตโนมัติ ไม่ต้องรอรายงานจากแต่ละแผนกที่อาจใช้เวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์

การมีข้อมูลที่รวมศูนย์และอัปเดท ยังช่วยให้การตัดสินใจมีความแม่นยำมากขึ้น สามารถวิเคราะห์แนวโน้ม คาดการณ์อนาคต และปรับกลยุทธ์ได้ทันท่วงที เช่น เมื่อเห็นว่ายอดขายสินค้าบางรายการลดลง สามารถตรวจสอบได้ทันทีว่าเป็นเพราะปัญหาด้านการผลิต การจัดส่ง หรือการตลาด และแก้ไขได้ทันเวลาก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาใหญ่

ยกระดับประสิทธิภาพธุรกิจด้วย ERP

ดังนั้น การนำระบบ ERP มาใช้ไม่ได้เป็นเพียงการอัปเกรดเทคโนโลยี แต่เป็นการยกระดับกระบวนการทำงานขององค์กรอย่างครอบคลุม และวางรากฐานสำหรับอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมความพร้อมสู่ตลาดทุน การรองรับการเติบโตที่จะเกิดขึ้น หรือการมีข้อมูลเพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำ

Bluebik และ Innoviz Solutions มีประสบการณ์ให้บริการด้าน ERP ในหลากหลายอุตสาหกรรม ที่พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญและพันธมิตรที่แข็งแกร่ง สามารถช่วยให้ธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) ได้อย่างราบรื่น ก้าวข้ามความท้าทายอันซับซ้อน และสร้างโอกาสการเติบโตใหม่ๆ หากองค์กรใดสนใจใช้งานระบบ ERP สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ :

Enterprise Resource Planning (ERP)

ปัจจุบัน โลกธุรกิจมีความซับซ้อนมากขึ้น การดำเนินงานต่างๆ ต้องการความรวดเร็วและความแม่นยำเพื่อรักษาและเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน การมีระบบและโซลูชันที่มีประสิทธิภาพในการช่วยจัดการกระบวนการต่างๆ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ระบบบริหารจัดการทรัพยากรในองค์กร (ERP) จึงเข้ามามีบทบาทในการจัดการกับกระบวนการต่างๆ

บทความนี้จึงอยากพาไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับขีดความสามารถของ ERP ครอบคลุมตั้งแต่นิยามความสำคัญ ตัวอย่างการใช้งาน และแนวทางว่าหากองค์กรอยากเริ่มใช้งาน ERP ควรเริ่มอย่างไร

ERP คืออะไร


Enterprise Resource Planning (ERP) เป็นระบบบริหารจัดการทรัพยากรภายในองค์กร ทำหน้าที่ช่วยจัดการข้อมูล ตั้งแต่รวบรวม จัดเก็บ จัดการ และรวมศูนย์ข้อมูลจากแผนกต่างๆ รวมถึงข้อมูลคลังสินค้า การขนส่ง การขาย การบัญชี การเงิน การผลิต การจัดซื้อ และทรัพยากรบุคคล (HR) เพื่อเชื่อมโยงระบบการทำงานจากทุกหน่วยงานภายในองค์กร ทำให้สามารถนำข้อมูลไปใช้ช่วยให้กระบวนการทำงานต่างๆ มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ERP ทำไมสำคัญกับธุรกิจ


  1. เพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการดำเนินงานภายในองค์กร
    • ระบบ ERP สามารถปรับให้กระบวนการทำงานบางส่วนเป็นไปอย่างอัตโนมัติ ซึ่งช่วยลดระยะเวลาของขั้นตอนต่างๆ และลดข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้
  2. เพิ่มการมองเห็นภาพรวมของกระบวนการทำงาน
    • ระบบ ERP ช่วยให้เห็นภาพของกระบวนการทั้งหมดภายในองค์กร ทำให้การติดต่อสื่อสารและการทำงานระหว่างแผนกต่างๆ สะดวกและราบรื่นยิ่งขึ้น
  3. ช่วยให้เข้าถึงข้อมูลภายในองค์กรได้แบบเรียลไทม์
    • ระบบ ERP ช่วยเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลได้แบบเรียลไทม์จากทุกที่ ทุกอุปกรณ์ ทำให้การกระบวนการทำงานยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  4. รองรับการขยายตัวของธุรกิจในอนาคต
    • เมื่อองค์กรขยายตัวขึ้น ระบบ ERP สามารถขยายระบบงานสำหรับส่วนงานต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นมา และปรับแต่งให้เหมาะกับความต้องการของธุรกิจได้

ประเภทของ ERP 


  1. Cloud-based ERP software
    • เป็นการติดตั้ง ERP ไว้บน Cloud Server มีข้อดีตรงที่สะดวก สามารถเข้าใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต หรือแอปพลิเคชันบนมือถือ
  2. On-premises ERP software
    • เป็นการติดตั้งระบบ ERP ไว้บน Hardware หรือ เครื่องเซิร์ฟเวอร์ขององค์กร เพื่อแชร์ข้อมูลผ่านเซิร์ฟเวอร์นั้น ซึ่งมีความปลอดภัยค่อนข้างสูง แต่การเชื่อมต่อจากภายนอกองค์กรจะค่อนข้างยุ่งยาก
  3. Hybrid ERP software
    • เป็นการผสมผสานความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลทั้งจากผ่านช่องทางออนไลน์หรือจากอุปกรณ์เฉพาะ

โมดูลหลัก (ระบบงาน) ของ ERP มีอะไรบ้าง


1.ระบบจัดการการเงิน (Financial Management)

ระบบจัดการการเงินเป็นโมดูลพื้นฐานสำหรับทุกระบบ ERP ช่วยบริหารจัดการข้อมูลทางบัญชี รายรับ-รายจ่ายขององค์กร และข้อมูลทางการเงินทั้งหมด เพื่อนำไปใช้  สำหรับทำรายงานทางการเงิน และนำไปวิเคราะห์เป็นข้อมูลเชิงลึกสำหรับประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจ

2.ระบบจัดการทรัพยากรบุคคล (Human Resource Management)

ระบบนี้จะช่วยรวบรวมและแสดงข้อมูลต่างๆ ของพนักงานภายในองค์กร เช่น ผลการทำงาน การลางาน และข้อมูลพื้นฐานอื่นๆ ซึ่งจะช่วยให้กระบวนการทำงานของฝ่ายทรัพยากรบุคคลมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และทำให้องค์กรมองเห็นแนวโน้มของจำนวนพนักงานในแผนกต่างๆ และประเมินได้ว่าควรรับบุคลากรเพิ่มเมื่อใด และจำนวนเท่าไร

3.ระบบจัดการซัพพลายเชน (Supply Chain Management)

ระบบจัดการซัพพลายเชนช่วยให้ธุรกิจมองเห็นภาพรวมทั้งหมดของสินค้า ตั้งแต่ปริมาณการผลิตสินค้า จำนวนที่สั่งซื้อจากซัพพลายเออร์ ไปจนถึงฟีดแบ็กจากผู้สั่งซื้อ ทำให้ธุรกิจสามารถประเมินได้ว่าควรผลิตหรือสั่งซื้อสินค้าประเภทใดในช่วงเวลาไหนจึงจะคุ้มค่ากับการลงทุนมากที่สุด

4.ระบบจัดการความสัมพันธ์ลูกค้า (Customer Relationship Management)

ระบบจัดการความสัมพันธ์ลูกค้าหรือ CRM จะช่วยวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า สำหรับคาดการณ์ว่าสินค้าและบริการประเภทไหนเหมาะกับลูกค้ากลุ่มใด เพื่อเพิ่มโอกาสการกลับมาซื้อซ้ำหรือนำเสนอสินค้าอื่นๆ เพิ่ม ระบบ CRM ยังช่วยในการติดตามการติดต่อสื่อสารกับลูกค้า ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการลูกค้าที่มีโอกาสซื้อสินค้า (Lead)

ตัวอย่างการใช้งาน ERP สำหรับองค์กร


  1. ธุรกิจการผลิต
    • ระบบ ERP สามารถช่วยจัดการซัพพลายเชนทั้งหมด ตั้งแต่การจัดซื้อวัตถุดิบ บริหารจัดการทรัพยากร ไปจนถึงการขนส่งสินค้า ทำให้ธุรกิจลดความเสี่ยงกระบวนการล่าช้า และบริหารจัดการสินค้าคงคลังให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
  2. ธุรกิจค้าปลีก
    • ระบบ ERP สามารถให้ข้อมูลระดับสินค้าคงคลังได้แบบเรียลไทม์และตรวจสอบคลังสินค้าได้จากหลายตำแหน่งที่ตั้งร้าน ทำให้ธุรกิจสามารถปรับเปลี่ยนจำนวนสินค้าแต่ละประเภทให้เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่มให้ไม่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป
  3. ธุรกิจบริการทางการเงิน
    • ระบบ ERP สามารถช่วยจัดการระบบการเงินให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ครอบคลุมหลายส่วนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบัญชี General Ledger (GL) บัญชี Accounts Payable (AP) และบัญชี Accounts Receivable (AR) รวมถึงการทำรายงานทางการเงิน และการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง
  4. ธุรกิจพลังงาน
    • ระบบ ERP สามารถบริหารจัดการสินทรัพย์ต่างๆ เช่น อุปกรณ์เครื่องจักร ซึ่งช่วยคาดการณ์ช่วงเวลาการซ่อมบำรุง การติดตามและตรวจสอบกระบวนการทำงานต่างๆ ไปจนถึงการจัดทำเอกสารให้เป็นไปตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม

3 ข้อที่ต้องพิจารณาก่อนเลือกระบบ ERP


1.เลือกให้เหมาะกับความต้องการของธุรกิจ

ธุรกิจแต่ละแห่งต่างมีความต้องการที่แตกต่างกัน และระบบ ERP มีหลากหลายแบรนด์ จึงควรเลือกให้เหมาะกับความต้องการของตัวธุรกิจมากที่่สุด โดยอาจพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่น

  • ระบบการทำงานปัจจุบันเกิดปัญหาที่ตรงไหน และธุรกิจต้องการนำ ERP มาใช้ทำงานฟังก์ชันไหน
  • กระบวนการทำงานอะไรที่ต้องการปรับให้เป็นแบบอัตโนมัติ
  • ส่วนไหนของกระบวนการธุรกิจที่ต้องการเห็นภาพข้อมูลที่ชัดเจนยิ่งขึ้น หรือมีปัญหาในการดึงข้อมูลไปใช้งาน
  • มีระบบอื่นๆ ที่ต้องการนำมาเชื่อมต่อกับ ERP หรือไม่

2.ความคุ้มค่าจากการลงทุน (ROI)

การประเมินความคุ้มค่าจากการลงทุนในระบบ ERP สามารถประเมินเบื้องต้นได้จากหลายแง่มุม เช่น

  • ค่าใช้จ่ายที่ลดลง จากการนำระบบ ERP มาใช้ เช่น ต้นทุนและระยะเวลาที่ลดลงจากการนำกระบวนการอัตโนมัติมาใช้ในการทำงานซ้ำซ้อน หรือค่าใช้จ่ายที่ลดลงจากการจัดการสินค้าคงคลังหรือโลจิสติกส์ที่ดีขึ้น เป็นต้น
  • ขีดความสามารถของธุรกิจที่เพิ่มขึ้นจากระบบ ERP เช่น กระบวนการทำงานต่างๆ ของธุรกิจที่รวดเร็ว แม่นยำยิ่งขึ้น การให้บริการลูกค้าที่มีประสิทธิภาพขึ้น หรือการทำรายงาน รวบรวมข้อมูลต่างๆ ได้แบบเรียลไทม์
  • เกณฑ์การประเมิน ROI ในระยะยาว เช่น ระบบ ERP ใหม่มีความคุ้มค่ามากแค่ไหนหลังผ่านไปแล้ว 1 ปี หรือ 5 ปี

นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายส่วนอื่นที่ธุรกิจอาจต้องพิจารณาเพิ่มคือ Total Cost of Ownership (TCO) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดต้นทุนที่เกี่ยวข้องตลอดการใช้งานระบบหรืออุปกรณ์ต่างๆ เช่น

  • ค่าใช้จ่ายในการวางระบบ ซึ่งอาจครอบคลุมตั้งแต่ค่าบริการให้คำปรึกษา สิ่งที่จะส่งมอบ และการปรับแต่งระบบให้เหมาะกับความต้องการของธุรกิจแต่ละราย
  • ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ หรือ Cloud hosting

3.พาร์ทเนอร์ในการวางระบบ ERP

พาร์ทเนอร์ที่เหมาะสมเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการวางระบบ ERP ให้ประสบความสำคัญ โดยการวางระบบและปรับแต่งระบบ ERP ให้ตรงตามความต้องการของธุรกิจมากที่สุด พาร์ทเนอร์ต้องมีทั้งความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ทั้งในเชิงธุรกิจและเชิงเทคนิค รวมไปถึงการช่วยสนับสนุนในด้านต่างๆ หลังการ Go Live หรือขึ้นระบบให้กับธุรกิจแล้ว

การเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ยุคดิจิทัลไม่ใช่แค่การนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่เป็นการวางกลยุทธ์ใหม่ที่สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจอย่างแท้จริง การมีพาร์ทเนอร์ที่เชี่ยวชาญทั้งในด้านธุรกิจและองค์ความรู้เชิงเทคนิค รวมถึงมีประสบการณ์คร่ำหวอดในภาคอุตสาหกรรม จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการทรานส์ฟอร์มองค์กรเพื่อนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ และสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง

Innoviz Solutions มีประสบการณ์ให้บริการในหลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งประสบความสำเร็จมากกว่า 400 บริษัท ด้วยบริการด้าน ERP และ BPI (Business Process Improvement) ที่พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญและพันธมิตรที่แข็งแกร่ง สามารถช่วยให้ธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) ได้อย่างราบรื่น ก้าวข้ามความท้าทายอันซับซ้อน และสร้างโอกาสการเติบโตใหม่ๆ หากองค์กรใดสนใจใช้งานระบบ ERP สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ :