ในยุคที่เทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินธุรกิจ Copilot ได้ก้าวเข้ามาเป็นผู้ช่วยคนสำคัญที่ช่วยให้องค์กรปฏิบัติงานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ Copilot ในมุมมองของธุรกิจ พร้อมเจาะลึกตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานจริง ตั้งแต่การเริ่มต้นอย่างคุ้มค่า ไปจนถึงการยกระดับการทำงานร่วมกันขั้นสูงสุด

Copilot คืออะไร?


Copilot เปรียบเสมือนผู้ช่วยอัจฉริยะที่คอยสนับสนุนการทำงานของคุณในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเอกสารใน Word, การวิเคราะห์ข้อมูลใน Excel, การเตรียมงานนำเสนอใน PowerPoint, การประชุมผ่าน Teams หรือแม้แต่การสืบค้นข้อมูลผ่านเว็บเบราว์เซอร์

จุดเด่นที่สำคัญของ Copilot สำหรับองค์กร คือความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูลภายในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งจากอีเมล ไฟล์เอกสาร ประวัติการสนทนา และตารางนัดหมาย ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้มีความแม่นยำ สอดคล้องกับบริบทการทำงานของธุรกิจ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทันที

จุดยืนของ Microsoft: ผู้ช่วยนักบิน (Copilot) ไม่ใช่นักบินหลัก (Pilot)


Microsoft ออกแบบ Copilot มาด้วยแนวคิดที่ว่า AI จะทำหน้าที่เป็น “ผู้ช่วยนักบิน” ในขณะที่ผู้ใช้งานยังคงเป็น “ผู้ควบคุมหลัก” ที่คอยตัดสินใจและกำหนดทิศทางของงาน โดยมีหลักการสำคัญ 3 ประการ ดังนี้:

  • เสริมสร้างศักยภาพการทำงาน: ลดภาระงานด้านเอกสารหรืองานประจำที่ต้องทำซ้ำ ๆ เพื่อให้บุคลากรมีเวลาโฟกัสกับงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และการวางกลยุทธ์มากขึ้น
  • รักษาความปลอดภัยของข้อมูลสูงสุด: องค์กรสามารถมั่นใจได้ว่า ข้อมูลภายในจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อฝึกฝนโมเดล AI ภายนอก และระบบจะควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลของพนักงานแต่ละบุคคลอย่างเคร่งครัดตามนโยบายเดิมของบริษัท
  • ผสานการทำงานบนแอปพลิเคชันที่คุ้นเคย: ผู้ใช้งานสามารถเรียกใช้ AI ได้ทันทีจากโปรแกรมที่ใช้งานเป็นประจำ โดยไม่ต้องสลับหน้าต่างหรือเรียนรู้ระบบใหม่เพิ่มเติม

จากจุดเริ่มต้นสู่ความสำเร็จ: 5 ขั้นตอนการประยุกต์ใช้ Copilot ในองค์กร


การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการลงทุนขนาดใหญ่เสมอไป องค์กรสามารถปรับใช้ทีละขั้นตอนตามความพร้อมได้ดังนี้

ขั้นที่ 1: เริ่มต้นอย่างคุ้มค่าโดยไม่มีต้นทุนเพิ่มเติม (Copilot บนเว็บเบราว์เซอร์)

สำหรับองค์กรที่ใช้งาน Microsoft 365 ตามแพ็กเกจที่กำหนดอยู่แล้ว พนักงานสามารถลงชื่อเข้าใช้ด้วยบัญชีของบริษัทและใช้งาน Copilot ผ่านเว็บเบราว์เซอร์ได้ทันที โดยมีระบบรักษาความปลอดภัยระดับองค์กรคอยปกป้องข้อมูลโดยอัตโนมัติ

  • ตัวอย่างการใช้งาน: การวิจัยตลาดและการวิเคราะห์คู่แข่ง
  • สถานการณ์จำลอง: ทีมการตลาดต้องการวิเคราะห์ข้อมูลจากรายงานประจำปีของคู่แข่งที่มีความยาวหลายหน้า พนักงานสามารถอัปโหลดไฟล์ดังกล่าว แล้วป้อนคำสั่งว่า “สรุปกลยุทธ์หลัก 3 ข้อและเปรียบเทียบจุดอ่อนจุดแข็งกับบริษัทของเรา”
  • ผลลัพธ์: ได้รับสรุปข้อมูลเชิงลึกอย่างรวดเร็ว โดยยังคงรักษาความลับของบริษัทไว้ได้อย่างสมบูรณ์ และไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

ขั้นที่ 2: ยกระดับประสิทธิภาพการทำงานประจำวัน (Copilot ใน Word, Excel, PowerPoint, Teams)

เมื่อองค์กรพร้อมที่จะขยายขีดความสามารถ AI จะเข้ามาฝังตัวอยู่ในแอปพลิเคชันหลัก ช่วยเชื่อมโยงข้อมูลข้ามโปรแกรมได้อย่างราบรื่น

  • ตัวอย่างการใช้งาน: การสรุปการประชุมและจัดทำเอกสารนำเสนอลูกค้า
  • สถานการณ์จำลอง: ทีมขายประชุมออนไลน์กับลูกค้าผ่าน Teams เป็นเวลา 1 ชั่วโมง เมื่อจบการประชุม Copilot สามารถสรุปประเด็นสำคัญและระบุหน้าที่ความรับผิดชอบ (Action Items) ได้ทันที จากนั้นสามารถเปิด Word แล้วสั่งการว่า “ร่างเอกสารเสนอราคา โดยอ้างอิงข้อมูลจากสรุปการประชุมล่าสุด และใช้รูปแบบตามเทมเพลตมาตรฐานของบริษัท”
  • ผลลัพธ์: ลดระยะเวลาการจัดทำเอกสารลงอย่างมาก ช่วยให้ทีมขายมีเวลาในการดูแลและสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

ขั้นที่ 3: สร้างผู้ช่วยอัจฉริยะเฉพาะทางสำหรับองค์กร (Copilot Studio)

หากองค์กรมีข้อมูลหรือนโยบายเฉพาะทางเป็นจำนวนมาก และต้องการระบบที่ช่วยให้คำแนะนำเบื้องต้น สามารถสร้างผู้ช่วย AI ประจำองค์กรได้อย่างสะดวก

  • ตัวอย่างการใช้งาน: ระบบศูนย์บริการข้อมูลพนักงาน (HR) และฝ่ายสนับสนุนด้านไอที (IT)
  • สถานการณ์จำลอง: ฝ่ายทรัพยากรบุคคลสร้างผู้ช่วย AI โดยเชื่อมต่อข้อมูลกับคู่มือและระเบียบของบริษัท เมื่อมีพนักงานสอบถามว่า “ฉันมีสิทธิ์ลาพักร้อนกี่วัน และต้องดำเนินการผ่านช่องทางใด?” AI จะตรวจสอบข้อมูลและตอบกลับพร้อมแนบลิงก์ที่ถูกต้องทันที
  • ผลลัพธ์: พนักงานได้รับคำตอบที่รวดเร็วและถูกต้องตลอดเวลา ช่วยลดภาระของแผนก HR และ IT ในการตอบคำถามพื้นฐาน

ขั้นที่ 4: พัฒนากระบวนการทำงานสู่ระบบอัตโนมัติ (Copilot กับ Power Automate)

สำหรับองค์กรที่ต้องการปรับปรุงกระบวนการทำงานแบบเดิมให้เป็นระบบอัตโนมัติ (Automation) อย่างเต็มรูปแบบ Copilot จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถสร้างกระบวนการเชื่อมโยงข้อมูลข้ามระบบได้ เพียงแค่อธิบายขั้นตอนที่ต้องการด้วยภาษาทั่วไป

  • ตัวอย่างการใช้งาน: ระบบคัดกรองและประมวลผลข้อร้องเรียนของลูกค้า
  • สถานการณ์จำลอง: ฝ่ายบริการลูกค้าต้องคอยอ่านอีเมลข้อร้องเรียนจำนวนมาก พนักงานสามารถสั่ง Copilot ว่า “หากมีอีเมลข้อร้องเรียนเข้ามา ให้วิเคราะห์ความรู้สึกของเนื้อหา หากมีความรุนแรงสูง ให้ดึงข้อมูลสำคัญส่งแจ้งเตือนหัวหน้างานทันที พร้อมบันทึกลงระบบและส่งอีเมลตอบรับลูกค้าอัตโนมัติ”
  • ผลลัพธ์: องค์กรสามารถจัดการกับข้อร้องเรียนได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ โดยไม่ต้องใช้พนักงานคอยคัดกรองข้อมูลด้วยตนเอง ช่วยลดระยะเวลาในการแก้ไขปัญหาและป้องกันการตกหล่นของข้อมูล

ขั้นที่ 5: พลิกโฉมการประสานงานด้วยผู้ช่วยอัจฉริยะเชิงรุก (Copilot Cowork)

ความก้าวหน้าขั้นสูงสุดคือการเปลี่ยน AI จากผู้รับคำสั่งให้กลายเป็น “ทีมงานเชิงรุก” ที่สามารถเข้าถึง สร้าง และแก้ไขไฟล์ได้อย่างอิสระ ผ่านศักยภาพของ Copilot Cowork ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางคอยรักษาความถูกต้องของข้อมูล ตลอดทั้งโครงการ

  • ตัวอย่างการใช้งาน: การบริหารจัดการเอกสารสำหรับการเปิดตัวโครงการระดับองค์กร
  • สถานการณ์จำลอง: ในการเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ผู้จัดการโครงการสามารถมอบหมายให้ Copilot Cowork เข้าไปอ่านไฟล์ “ข้อมูลจำเพาะเชิงเทคนิค (Specs)” จากโฟลเดอร์ของฝ่ายวิจัย (R&D) แล้วสั่งให้ AI สร้างไฟล์เอกสารใหม่ 3 ชุดทันที ได้แก่ 1. สไลด์นำเสนอสำหรับฝ่ายขาย 2. ร่างข่าวประชาสัมพันธ์สำหรับฝ่ายการตลาด และ 3. คู่มือตอบคำถามสำหรับฝ่ายบริการลูกค้า ความเหนือชั้นคือ หากในสัปดาห์ต่อมา ฝ่ายวิจัยมีการปรับแก้สเปกบางอย่างในไฟล์ต้นฉบับ Copilot Cowork จะรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงนั้น และจะดำเนินการเข้าไป แก้ไขข้อมูลในเอกสารทั้ง 3 ชุดที่เคยสร้างไว้ให้สอดคล้องกันโดยอัตโนมัติ พร้อมส่งข้อความแจ้งเตือนผู้เกี่ยวข้องว่ามีการอัปเดตข้อมูลแล้ว
  • ผลลัพธ์: ขจัดปัญหา “ข้อมูลไม่ตรงกัน” ระหว่างแผนก ช่วยลดระยะเวลาที่ผู้บริหารโครงการต้องคอยตามแก้ไขเอกสารหลายสิบไฟล์เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูล และสร้างความมั่นใจว่าเอกสารทุกฉบับในองค์กรมีความถูกต้องและทันสมัยอยู่เสมออย่างแท้จริง

การนำ Copilot เข้ามาประยุกต์ใช้ในองค์กร ไม่ใช่เพียงการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นการเพิ่ม “เวลาและศักยภาพ” ให้กับบุคลากร เพื่อให้พวกเขาสามารถมุ่งเน้นไปที่การสร้างสรรค์คุณค่าและขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมายทางธุรกิจได้อย่างแท้จริง

Microsoft Power Automate

ในยุคที่ธุรกิจต้องทำงานกับข้อมูลจำนวนมากขึ้นทุกวัน หลายองค์กรยังต้องใช้แรงคนในการจัดการงานซ้ำ ๆ เช่น การส่งอีเมลแจ้งเตือน การย้ายไฟล์ การนำเข้าข้อมูล การอัปเดตสถานะงาน หรือการเชื่อมข้อมูลระหว่างหลายระบบ แม้งานเหล่านี้อาจดูเป็นงานเล็กๆ แต่เมื่อเกิดขึ้นเป็นประจำทุกวัน ก็สามารถกินเวลาทีมงาน เพิ่มภาระในการตรวจสอบ และสร้างความเสี่ยงจากความผิดพลาดของมนุษย์ หรือ Human Error ได้มากกว่าที่คิด

ด้วยเหตุนี้ การนำ Workflow Automation หรือระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยจัดการกระบวนการทำงาน จึงกลายเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญที่ช่วยให้องค์กรทำงานได้เร็วขึ้น แม่นยำขึ้น และลดเวลาที่สูญเสียไปกับงาน Routine

หนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยให้องค์กรเริ่มต้นทำ Automation ได้ง่ายขึ้น คือ Microsoft Power Automate เครื่องมือในกลุ่ม Microsoft Power Platform ที่ช่วยเชื่อมต่อแอปพลิเคชัน ข้อมูล และกระบวนการทำงานต่าง ๆ ให้ทำงานแบบอัตโนมัติได้อย่างเป็นระบบ

Power Automate คืออะไร


Power Automate คือเครื่องมือจาก Microsoft ที่ช่วยให้องค์กรสามารถสร้าง Workflow อัตโนมัติระหว่างแอปพลิเคชันและบริการต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Microsoft 365, SharePoint, Microsoft Teams, Dynamics 365, ระบบ Cloud หรือแอปพลิเคชันภายนอกอื่น ๆ

จุดเด่นของ Microsoft Power Automate คือการช่วยเปลี่ยนกระบวนการที่ต้องทำซ้ำ หรือกระบวนการที่มีเงื่อนไขชัดเจน ให้สามารถทำงานได้โดยอัตโนมัติ เช่น เมื่อมีอีเมลเข้ามา ระบบสามารถส่งแจ้งเตือนไปยัง Microsoft Teams ได้ทันที หรือเมื่อมีไฟล์ใหม่ถูกวางใน SharePoint ระบบสามารถนำข้อมูลไปประมวลผลต่อได้โดยไม่ต้องให้พนักงานทำเองทุกขั้นตอน

สำหรับองค์กรที่ใช้งาน Microsoft Dynamics 365 หรือระบบ ERP อยู่แล้ว Power Automate ยังสามารถช่วยเชื่อมข้อมูลและกระบวนการทำงานระหว่างระบบหลังบ้านกับเครื่องมืออื่น ๆ ในองค์กร ทำให้การทำงานมีความต่อเนื่อง ลดขั้นตอน Manual และช่วยให้ข้อมูลรับส่งได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

Power Automate ช่วยธุรกิจแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง


1. ลดเวลาจากงานซ้ำ ๆ ที่ไม่สร้างมูลค่าโดยตรง

หลายองค์กรมีงาน Routine ที่ต้องทำทุกวัน เช่น การย้ายไฟล์ การส่งอีเมลแจ้งเตือน การอัปเดตข้อมูล หรือการดึงข้อมูลจากระบบหนึ่งไปยังอีกระบบหนึ่ง Power Automate ช่วยให้กระบวนการเหล่านี้ทำงานอัตโนมัติ ช่วยลดภาระของทีม และทำให้พนักงานมีเวลามากขึ้นสำหรับงานวิเคราะห์ วางแผน หรือดูแลลูกค้า

2. ลดความผิดพลาดจาก Human Error

เมื่อข้อมูลต้องถูกคัดลอก ย้าย หรือกรอกซ้ำหลายรอบ ความผิดพลาดจากการทำงาน Manual อาจเกิดขึ้นได้ง่าย เช่น ใส่ข้อมูลผิด ลืมแนบไฟล์ ส่งข้อมูลล่าช้า หรืออัปเดตข้อมูลไม่ครบ Power Automate ช่วยให้การทำงานเกิดขึ้นตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ลดความเสี่ยงจาก Human Error และช่วยให้ข้อมูลมีความถูกต้องมากขึ้น

3. เชื่อมต่อข้อมูลระหว่างหลายระบบ

ธุรกิจจำนวนมากมีข้อมูลอยู่ในหลายระบบ เช่น SharePoint, Microsoft Teams, Outlook, Dynamics 365 หรือระบบภายนอกอื่น ๆ Power Automate ช่วยให้ระบบเหล่านี้เชื่อมต่อกันได้ผ่าน Connector ทำให้ข้อมูลสามารถไหลจากระบบหนึ่งไปยังอีกระบบหนึ่งได้อย่างเป็นระบบ

4. แจ้งเตือนเรื่องสำคัญได้ทันเวลา

ในหลายธุรกิจ การรู้ข้อมูลเร็วมีผลต่อการตัดสินใจ เช่น ดีลมูลค่าสูง ใบสั่งซื้อใหม่ เอกสารสำคัญ หรือข้อมูลที่ต้องได้รับการอนุมัติ Power Automate สามารถตั้งค่าให้ระบบส่ง Notification เมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญ ช่วยให้ทีมที่เกี่ยวข้องรับรู้และดำเนินการต่อได้เร็วขึ้น

5. เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร

เมื่อกระบวนการทำงานหลายขั้นตอนสามารถทำงานอัตโนมัติได้ องค์กรจะสามารถลดเวลา ลดต้นทุนการจัดการ และเพิ่มความต่อเนื่องของกระบวนการทำงานได้มากขึ้น โดยเฉพาะงานที่ต้องทำซ้ำเป็นประจำ หรือจำเป็นต้องทำงานนอกเวลาทำการ

ประเภทของ Flow ใน Power Automate


Power Automate รองรับการสร้าง Cloud Flow หลายรูปแบบ โดยแต่ละประเภทเหมาะกับลักษณะงานที่แตกต่างกัน เช่น งานที่ต้องทำเมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้น งานที่ต้องกดสั่งทำทันที หรือการตั้งเวลาให้ระบบทำงานอัตโนมัติ

1. Automated Cloud Flow

Automated Cloud Flow คือ Flow ที่ทำงานเมื่อมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น หรือมี Trigger ตามเงื่อนไขที่กำหนด เช่น เมื่อได้รับอีเมลจากบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เมื่อมีไฟล์ใหม่ถูกวางใน SharePoint หรือเมื่อมีรายการใหม่ถูกสร้างในระบบ

  • ตัวอย่างเช่น สร้าง Flow ให้ทำงานเมื่อมีการนำไฟล์มาวางไว้ใน SharePoint จากนั้นให้ระบบนำไฟล์ไป Import เข้าระบบโดยอัตโนมัติ หรือสร้าง Flow เพื่อส่งอีเมลแจ้งเตือนเมื่อมีการ Post รายการในระบบ

2. Instant Cloud Flow

Instant Cloud Flow คือ Flow ที่ทำงานเมื่อผู้ใช้งานกดสั่งให้ระบบทำงานทันที เหมาะกับงานที่ไม่ต้องรอ Trigger จากระบบอื่น หรือไม่ต้องรอเวลาที่กำหนดไว้

  • ตัวอย่างเช่น สร้างปุ่มบน Power Automate Mobile App หรือเว็บไซต์ Power Automate เพื่อให้ผู้ใช้งานกดส่งอีเมลแจ้งเตือน อัปเดตข้อมูล หรือเรียกใช้กระบวนการบางอย่างได้ทันที

3. Scheduled Cloud Flow

Scheduled Cloud Flow คือ Flow ที่ทำงานตามเวลาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เหมาะกับงานที่ต้องทำซ้ำเป็นรอบ เช่น รายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน

  • ตัวอย่างเช่น ตั้งเวลาให้ระบบย้ายเอกสารใน SharePoint ทุกวันเวลา 23.00 น. หรือตั้งเวลาให้ระบบส่งข้อมูลจากระบบขายหน้าร้านมายัง Dynamics 365 ทุกวันเวลา 20.00 น.

ทำไมธุรกิจควรใช้ Microsoft Power Automate


1. เชื่อมต่อข้อมูลจากหลายระบบได้ง่าย

Power Automate สามารถเชื่อมต่อกับเครื่องมือและระบบต่าง ๆ เช่น Microsoft 365, SharePoint, Dynamics 365, Third-party Application และบริการ Cloud อื่น ๆ ช่วยให้องค์กรสามารถสร้าง Workflow ที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างระบบได้ง่ายขึ้น

2. มี Template และ Connector ให้เลือกใช้งานหลากหลาย

Power Automate มี Template และ Connector ที่ช่วยให้องค์กรเริ่มต้นสร้าง Workflow ได้เร็วขึ้น เช่น การส่งอีเมล การจัดการไฟล์บน SharePoint การแจ้งเตือนผ่าน Microsoft Teams หรือการส่งข้อมูลเข้า Dynamics 365

3. ทำงานร่วมกับ Power Platform ได้ครบวงจร

Power Automate สามารถทำงานร่วมกับเครื่องมืออื่นใน Microsoft Power Platform เช่น Power Apps และ Power BI ได้ ช่วยให้องค์กรสามารถสร้างแอปพลิเคชัน เก็บข้อมูล วิเคราะห์ผล และทำ Automation ต่อเนื่องกันได้ใน Ecosystem เดียว

4. ลด Human Error และเพิ่มความแม่นยำ

เมื่อกระบวนการทำงานถูกออกแบบให้ทำงานตามเงื่อนไขที่ชัดเจน ระบบจะช่วยลดความผิดพลาดจากการทำงาน Manual เช่น การลืมส่งข้อมูล การกรอกข้อมูลผิด หรือการดำเนินการไม่ครบขั้นตอน

5. ประหยัดเวลาและลดต้นทุนการดำเนินงาน

Power Automate ช่วยลดเวลาที่ใช้กับงานซ้ำซ้อน ลดภาระของทีมงาน และทำให้กระบวนการสำคัญสามารถทำงานได้ต่อเนื่องมากขึ้น โดยเฉพาะงานที่ต้องทำเป็นประจำ หรืองานที่ต้องการความเร็วและความแม่นยำสูง

ตัวอย่างการใช้งาน Power Automate ในธุรกิจ


Use Case 1: แจ้งเตือน Sales Manager เมื่อมีดีลมูลค่าสูง

ในทีมขาย การติดตามดีลสำคัญอย่างรวดเร็วเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะ Sales Quotation หรือ Lead ที่มีมูลค่าสูง เช่น มากกว่า 10,000,000 บาท หากข้อมูลเหล่านี้ถูกส่งต่อช้า อาจทำให้ทีมพลาดโอกาสในการติดตามลูกค้าหรือปิดการขายได้

Power Automate สามารถช่วยสร้าง Workflow เพื่อส่ง Notification ไปยัง Microsoft Teams โดยอัตโนมัติ เมื่อมีการเปิด Sales Quotation หรือบันทึก Lead ที่มีมูลค่าสูงตามเงื่อนไขที่กำหนด พร้อมข้อความแจ้งเตือน เช่น “High-Value Deals”

ผลลัพธ์คือ Sales Manager สามารถรับรู้ดีลสำคัญได้รวดเร็วขึ้น โฟกัสกับโอกาสทางธุรกิจที่มีมูลค่าสูง และช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารทีมขาย

Use Case 2: นำเข้าคำสั่งซื้อจากไฟล์ Excel หรือ Text เข้าสู่ Dynamics 365

สำหรับธุรกิจที่ได้รับคำสั่งซื้อจากลูกค้าเป็นไฟล์ Excel หรือ Text ทุกวัน การนำข้อมูลเหล่านี้เข้าสู่ระบบ ERP ด้วยมืออาจใช้เวลานาน และมีความเสี่ยงจากการกรอกข้อมูลผิด

Power Automate สามารถช่วยอ่านไฟล์จาก SharePoint และนำข้อมูลคำสั่งซื้อเข้าสู่ Microsoft Dynamics 365 เพื่อสร้าง Sales Order ได้โดยอัตโนมัติ หลังจากนั้น เมื่อมีการ Post Invoice แล้ว ระบบยังสามารถช่วยดึงข้อมูล E-Tax Invoice จาก Dynamics 365 และส่งออกเป็นไฟล์ตามรูปแบบที่กำหนด เช่น XML หรือ CSV เพื่อใช้ในกระบวนการที่เกี่ยวข้องต่อไป

กระบวนการนี้ช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อน เพิ่มความเร็วในการจัดการคำสั่งซื้อ ลดความผิดพลาดจากการป้อนข้อมูล และช่วยให้ข้อมูลสำคัญสามารถติดตาม ตรวจสอบ และจัดเก็บย้อนหลังได้ง่ายขึ้น

Use Case 3: เชื่อมข้อมูลระหว่าง 2 ระบบให้ตรงกันทุกวัน

ในหลายองค์กร อาจมีระบบมากกว่า 1 ระบบที่ต้องใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน เช่น ระบบ A สร้างไฟล์ข้อมูลหลังสิ้นวัน และระบบ B ต้องนำไฟล์นั้นไป Import เพื่ออัปเดตข้อมูลให้ตรงกัน หากต้องทำด้วยมือทุกวัน อาจเกิดความล่าช้า ลืมย้ายไฟล์ หรือ Import ข้อมูลผิดพลาดได้

Power Automate สามารถช่วยจัดการไฟล์บน SharePoint ได้ เช่น Copy File, Create File หรือ Move File โดยสามารถตั้งค่าให้ระบบทำงานตามรอบเวลาที่กำหนด หลังจากระบบ A สร้างไฟล์แล้ว Power Automate สามารถส่งต่อไฟล์ไปยังโฟลเดอร์ที่ระบบ B ใช้งาน และเมื่อ Import เสร็จแล้วก็สามารถย้ายไฟล์ไปยังโฟลเดอร์สำรองโดยอัตโนมัติ

ผลลัพธ์คือข้อมูลของทั้ง 2 ระบบมีความสอดคล้องกันมากขึ้น ลดความเสี่ยงจากความผิดพลาด และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการข้อมูลขององค์กร

Power Automate กับ Dynamics 365 ช่วยยกระดับการทำงานหลังบ้านอย่างไร


Power Automate ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับลดงาน Routine เท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นตัวช่วยสำคัญในการเชื่อมโยงกระบวนการทำงานระหว่างระบบ ERP กับเครื่องมืออื่น ๆ ในองค์กร โดยเฉพาะองค์กรที่ใช้งาน Microsoft Dynamics 365 หรือกำลังวางแผนยกระดับระบบหลังบ้านให้ทำงานได้คล่องตัวมากขึ้น

เมื่อ Power Automate ทำงานร่วมกับ Dynamics 365 องค์กรสามารถออกแบบ Workflow ที่ช่วยให้ข้อมูลและกระบวนการสำคัญเคลื่อนที่ได้อย่างอัตโนมัติ เช่น การแจ้งเตือนรายการที่ต้องอนุมัติ การนำเข้าข้อมูลจากไฟล์ภายนอก การส่งข้อมูลระหว่างระบบ หรือการสร้างกระบวนการติดตามงานที่ช่วยให้ทีมทำงานได้เร็วขึ้น

สำหรับองค์กรที่ต้องการนำ Power Automate มาประยุกต์ใช้ร่วมกับระบบ ERP หรือ Microsoft Dynamics 365 บริษัท Innoviz Solutions พร้อมให้คำปรึกษาและช่วยออกแบบโซลูชันที่เหมาะสมกับกระบวนการทำงานของแต่ละธุรกิจ ตั้งแต่การวางแผน Workflow การเชื่อมต่อข้อมูล การพัฒนาระบบอัตโนมัติ ไปจนถึงการสนับสนุนการใช้งานจริง เพื่อช่วยให้องค์กรลดงานซ้ำซ้อน เพิ่มความแม่นยำ และยกระดับการทำงานหลังบ้านให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

Power Automate ช่วยให้ธุรกิจทำงานเร็วขึ้น แม่นยำขึ้น และลดภาระงานซ้ำซ้อน


Microsoft Power Automate เป็นเครื่องมือ Workflow Automation ที่ช่วยให้องค์กรสามารถสร้างระบบอัตโนมัติสำหรับงาน Routine และกระบวนการทำงานที่ต้องทำซ้ำได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการส่งแจ้งเตือน การจัดการไฟล์ การนำเข้าข้อมูล การเชื่อมต่อระบบ หรือการทำงานร่วมกับ Dynamics 365

สำหรับธุรกิจที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลด Human Error และใช้ข้อมูลจากหลายระบบได้อย่างคล่องตัว Power Automate จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้องค์กรเริ่มต้น Automation ได้อย่างเป็นรูปธรรม และต่อยอดสู่การทำงานแบบ Digital Operation ได้มากขึ้น

สนใจนำ Power Automate และ Microsoft Dynamics 365 มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในองค์กร ติดต่อ Innoviz Solutions เพื่อรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ:

Power BI
Power Business Intelligence

ในยุคที่ข้อมูลกลายเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ องค์กรจำนวนมากกำลังเผชิญกับความท้าทายในการรวบรวมข้อมูลจากหลายระบบ ทั้ง Excel, ERP, CRM หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ จนทำให้การวิเคราะห์ข้อมูลใช้เวลานานและยากต่อการนำไปใช้ตัดสินใจจริง

ดังนั้น การมีเครื่องมือ Business Intelligence (BI) ที่ช่วยรวบรวม วิเคราะห์ และแสดงผลข้อมูลให้เข้าใจง่ายแบบเรียลไทม์ จึงกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้องค์กรตัดสินใจได้รวดเร็ว แม่นยำ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันยิ่งขึ้น

Power BI คืออะไร


Power BI คือชุดเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจ (Business Intelligence) จาก Microsoft ที่ช่วยให้องค์กรสามารถรวบรวม วิเคราะห์ สร้างรายงาน และแชร์ Insight สำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจุดเด่นของ Power BI คือการเชื่อมต่อข้อมูลจากหลายแหล่งมาแสดงผลบน Dashboard เดียว ทำให้ผู้ใช้งานเห็นภาพรวมธุรกิจแบบ 360 องศา พร้อมข้อมูลที่อัปเดตได้แบบเรียลไทม์

นอกจากนี้ Power BI ยังช่วยให้ทีมทำงานกับข้อมูลได้ง่ายขึ้น ตั้งแต่การเชื่อมต่อข้อมูลจาก Cloud, On-Premises, ฐานข้อมูล หรือไฟล์ต่าง ๆ ไปจนถึงการสร้างกราฟ รายงาน และแดชบอร์ดที่เข้าใจง่าย องค์กรจึงสามารถเปลี่ยนข้อมูลที่กระจัดกระจายให้กลายเป็นข้อมูลเชิงลึกที่พร้อมใช้สำหรับการตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น

Power BI ช่วยธุรกิจแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง


Power BI ช่วยให้ธุรกิจสามารถรับมือกับหลายปัญหาที่เกิดจากการวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็น

1. รวมข้อมูลที่กระจัดกระจายให้ดูได้ในที่เดียว

หลายองค์กรมีข้อมูลอยู่ในหลายระบบ ทำให้การนำมาวิเคราะห์ร่วมกันเป็นเรื่องยุ่งยาก Power BI ช่วยเชื่อมต่อข้อมูลจากหลายแหล่ง และนำเสนอผ่าน Dashboard เดียว ทำให้เห็นภาพรวมของธุรกิจได้ชัดเจนมากขึ้น

2. ช่วยให้ข้อมูลอัปเดตแบบเรียลไทม์

การตัดสินใจจากข้อมูลที่ล่าช้าอาจทำให้องค์กรพลาดโอกาสสำคัญ Power BI สามารถรีเฟรชข้อมูลอัตโนมัติ ช่วยให้ผู้บริหารและทีมงานติดตามสถานการณ์ทางธุรกิจได้แบบเรียลไทม์

3. ลดเวลาการสร้างรายงาน

จากเดิมที่การจัดทำรายงานอาจต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือหลายวัน Power BI ช่วยให้ผู้ใช้งานสร้างรายงานและ Dashboard ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมดูข้อมูลเชิงลึกได้ทันที

4. ช่วยให้การวิเคราะห์ข้อมูลเข้าใจง่ายขึ้น

Power BI รองรับการแสดงผลข้อมูลผ่านกราฟ แผนภูมิ และ Interactive Dashboard ทำให้ข้อมูลที่ซับซ้อนเข้าใจง่ายและนำไปใช้ตัดสินใจได้สะดวกขึ้น

5 ฟีเจอร์หลักของ Power BI


1. รวมข้อมูลธุรกิจไว้ในแดชบอร์ดเดียว

Power BI ช่วยให้องค์กรสามารถติดตามข้อมูลสำคัญจากทุกส่วนของธุรกิจและจากแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่ใช้งานอยู่ได้ในแดชบอร์ดเดียว ทำให้เห็นภาพรวมของธุรกิจได้ชัดเจนและครบถ้วนมากขึ้น

2. เข้าถึงและอัปเดตข้อมูลได้อย่างต่อเนื่อง

ไม่ว่าข้อมูลของธุรกิจจะอยู่ในรูปแบบ Excel, Cloud Services, Streaming Data หรือฐานข้อมูลแบบ On-Premises Power BI สามารถเชื่อมต่อและรีเฟรชข้อมูลได้ ช่วยให้องค์กรเห็นตัวชี้วัดสำคัญแบบองค์รวม พร้อมติดตามสถานการณ์ทางธุรกิจแบบเรียลไทม์ เพื่อแก้ปัญหาได้ทันที

3. เชื่อมต่อกับ Microsoft Dynamics 365

Power BI สามารถเชื่อมต่อกับ Microsoft Dynamics 365 เพื่อสร้างรายงานแบบ Interactive และแดชบอร์ดแบบเรียลไทม์ให้กับผู้ใช้งาน โดยสามารถเข้าถึงและรีเฟรชข้อมูลจาก Dynamics D365 ผ่าน OData พร้อมต่อยอดจาก Dynamics 365 Queries ที่องค์กรพัฒนาไว้อยู่แล้ว

4. ถามด้วยภาษาธรรมชาติ ได้คำตอบเป็นภาพข้อมูล

Power BI ช่วยให้ผู้ใช้สามารถถามคำถามเกี่ยวกับข้อมูลด้วยภาษาธรรมชาติ เช่น “ยอดขายปีที่แล้วแยกตามสินค้าเป็นอย่างไร” และระบบจะแสดงคำตอบเป็นกราฟหรือแผนภูมิแบบโต้ตอบได้ ช่วยให้การค้นหา Insight จากข้อมูลทำได้ง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการสร้างรายงานเองทุกครั้ง

5. แสดงผล วิเคราะห์ และคาดการณ์ข้อมูล

Power BI ช่วยให้ผู้ใช้สร้างรายงาน แดชบอร์ด และมุมมองการวิเคราะห์ข้อมูลผ่านกราฟ และแผนภูมิ 3 มิติได้อย่างน่าสนใจ โดย Power BI Desktop มีเครื่องมือสำหรับจัดการ แปลง วิเคราะห์ และแสดงผลข้อมูล ก่อนแชร์รายงานให้คนในองค์กรใช้งานต่อผ่าน Power BI บนเว็บได้อย่างรวดเร็ว

เชื่อมต่อ Power BI กับระบบ ERP เพื่อยกระดับการตัดสินใจทางธุรกิจ


Power BI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับสร้าง Dashboard เท่านั้น แต่ยังช่วยให้องค์กรสามารถเชื่อมโยงข้อมูลจากระบบ ERP และระบบธุรกิจต่าง ๆ เพื่อสร้างมุมมองข้อมูลแบบครบวงจร ช่วยให้ผู้บริหารสามารถวิเคราะห์ข้อมูล วางแผน และตัดสินใจได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

สำหรับองค์กรที่ต้องการนำ Power BI มาประยุกต์ใช้ควบคู่กับระบบ ERP ของธุรกิจ บริษัท Innoviz Solutions พร้อมให้คำปรึกษาและนำเสนอโซลูชันที่เหมาะสมกับธุรกิจ ทั้งการประยุกต์ใช้ Power BI เพื่อสร้างรายงานและแดชบอร์ดเชิงธุรกิจ รวมถึงการนำ Microsoft Dynamics 365 for Finance and Supply Chain มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เชื่อมโยงข้อมูลสำคัญ และสนับสนุนการเติบโตขององค์กรในยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน โดยบริการของเราครอบคลุมตั้งแต่

  • การติดตั้งและนำระบบไปใช้งาน (Implementation)

ให้คำปรึกษาในการนำระบบ ERP มาประยุกต์ใช้กับความต้องการขององค์กร และพัฒนาติดตั้งระบบหลังบ้านที่เหมาะสมกับธุรกิจในแต่ละภาคอุตสาหกรรม

  • การมีทีมหลังบ้านสนับสนุน (Support)

เรามี Support Portal สำหรับลูกค้าให้สามารถแจ้งข้อสงสัยหรือปัญหาได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยทุกเคสจะได้รับการดูแลจากทีมสนับสนุนเฉพาะทางที่เชี่ยวชาญด้านระบบหลังบ้านและ Microsoft ERP

  • การอบรม (Training)

เรามีแนวทางการฝึกอบรมการใช้งานระบบ ERP สำหรับการใช้งานจริงในแต่ละองค์กร ตั้งแต่กระบวนการขั้นพื้นฐานไปจนถึงขั้นตอนที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถบริหารจัดการการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

สนใจนำ Power BI และ Microsoft Dynamics 365 มาช่วยยกระดับการวิเคราะห์ข้อมูลและการบริหารธุรกิจ ติดต่อ Innoviz Solutions เพื่อรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ ได้ที่:

K2 Platform

ท่ามกลางการแข่งขันทางธุรกิจที่เข้มข้นยิ่งขึ้น หากองค์กรต้องการสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง การปรับกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ความท้าทายหนึ่งที่หลายองค์กรกำลังเผชิญอยู่คือข้อมูลและขั้นตอนการทำงานในหลายส่วนยังขาดการเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ทำให้กระบวนการทำงานเกิดความซ้ำซ้อนและล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น

ด้วยเหตุนี้การมีแพลตฟอร์มที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลและกระบวนการหลังบ้านได้อย่างรวดเร็ว ดำเนินการได้อย่างอัตโนมัติ และถูกต้องแม่นยำจึงมีความจำเป็น

K2 ตัวช่วยสร้างกระบวนการทำงานแบบอัตโนมัติ


K2 Platform คือแพลตฟอร์ม Low-code สำหรับ Digital Process Automation ที่ช่วยให้องค์กรสามารถออกแบบฟอร์มและเวิร์กโฟลว์เพื่อเปลี่ยนกระบวนการทำงานให้เป็นดิจิทัลได้อย่างรวดเร็ว โดย K2 รองรับการติดตั้งแบบ On-Premises ทำให้องค์กรสามารถควบคุมและดูแลระบบได้ด้วยตนเอง

จุดเด่นของ K2 คือความยืดหยุ่นในการออกแบบให้สอดคล้องกับกระบวนการทำงานจริงของแต่ละองค์กร ไม่ว่าจะเป็น

  • การบันทึกข้อมูล
  • การอนุมัติตามลำดับสายงาน
  • การกำหนดเงื่อนไขตามวงเงินหรือประเภทงาน
  • การส่งต่องานข้ามทีม
  • การจัดเก็บประวัติการทำงานเพื่อการตรวจสอบย้อนหลัง

K2 สามารถปรับแต่งให้เข้ากับระบบและความต้องการเฉพาะของแต่ละองค์กร เช่น เพิ่มฟังก์ชันพิเศษสำหรับฟอร์ม หรือเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้นภายใน เช่น ERP, HR, Finance หรือฐานข้อมูลต่างๆ ได้โดยตรง ช่วยให้ข้อมูลไหลต่อกันได้อย่างเป็นระบบ โดยแพลตฟอร์มสามารถขยายขีดความสามารถและรองรับการใช้งานได้ครบตามความต้องการของธุรกิจ

K2 ช่วยธุรกิจแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง


แก้ปัญหางานอนุมัติช้าและขั้นตอนทำงานติดขัด

K2 ช่วยเปลี่ยนกระบวนการอนุมัติให้เป็นระบบเดียวที่สามารถเห็นสถานะงานแบบ real-time ทำให้ทุกฝ่ายทราบว่าแต่ละงานอยู่ที่ขั้นตอนใดและค้างอยู่ที่ใคร ซึ่งช่วยลดระยะเวลาในการติดตามงาน ปรับกระบวนการทำงานให้เป็นระบบให้มีความชัดเจนและรวดเร็วขึ้น ส่งผลให้การอนุมัติผ่านไปได้อย่างรวดเร็วและไม่ติดขัด

ลดความยุ่งยากจากการใช้หลายช่องทางทำงาน

K2 ช่วยเปลี่ยนจากการทำงานผ่านเอกสารหรือการทำงานจากหลากหลายช่องทาง มาเป็นกระบวนการทำงานรูปแบบดิจิทัลภายใต้แพลตฟอร์มเดียวกัน ซึ่งทำให้ข้อมูลไม่ตกหล่นและทำงานได้อย่างต่อเนื่องราบรื่น ด้วยระบบที่เชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกัน การจัดการข้อมูลและการดำเนินการต่าง ๆ จึงง่ายขึ้นและไม่เกิดความสับสน

ลดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลซ้ำหลายรอบ

K2 ช่วยให้สามารถบันทึกข้อมูลเพียงครั้งเดียวแล้วนำไปใช้ในขั้นตอนถัดไปได้ทันที ซึ่งช่วยลดการกรอกข้อมูลซ้ำหลายครั้งและลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการ copy-paste ข้อมูล นอกจากนี้ยังเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการงานต่างๆ เช่น PR-PO, Expense และ HR request ให้เป็นไปอย่างราบรื่นและมีความถูกต้อง

เชื่อมงานข้ามทีมและข้ามระบบให้ลื่นไหลยิ่งขึ้น

K2 ช่วยเชื่อมต่อข้อมูลจากหลายระบบ เช่น HR, ERP, Finance, DMS และ DB ให้ทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น ซึ่งช่วยแก้ปัญหาที่เกิดจากข้อมูลกระจายหลายระบบ (Data Silo) ทำให้การทำงานข้ามทีมรวดเร็วยิ่งขึ้นและลดความยุ่งยากลง

เพิ่มความโปร่งใสในการตรวจสอบและการควบคุมภายใน

ด้วยการเก็บประวัติการทำงานที่ระบุว่า “ใครทำอะไร เมื่อใด และตามเงื่อนไขไหน” K2 ช่วยให้การตรวจสอบย้อนหลังเป็นไปได้อย่างง่ายดายและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเหมาะสมกับองค์กรที่ต้องการความโปร่งใสและต้องการควบคุมการทำงานภายในให้ตรงตามมาตรฐาน โดยช่วยลดความเสี่ยงจากการทำงานที่ไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างรอบคอบ

ช่วยให้ธุรกิจปรับเปลี่ยนกระบวนการได้เร็วขึ้น แม้ทีม IT จะมีงานล้นมือ

ด้วยแพลตฟอร์มแบบ Low-code ผู้ใช้งานสามารถออกแบบหรือปรับ Workflow ได้รวดเร็ว โดยไม่ต้องพัฒนาโค้ดใหม่ทั้งหมด ในขณะเดียวกัน ทีม IT ยังสามารถกำกับดูแลมาตรฐาน ความปลอดภัย และโครงสร้างระบบได้ตามนโยบายองค์กร

ฟีเจอร์หลักของ K2


1. Forms (SmartForms) — สร้างฟอร์มดิจิทัลที่ยืดหยุ่น ใช้งานได้ทุกอุปกรณ์

SmartForms ช่วยให้องค์กรสร้างฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์เพื่อ จัดเก็บและแสดงผลข้อมูล ได้อย่างเป็นระบบ ออกแบบง่ายด้วยการ ลาก-วาง ไม่ต้องเขียนโค้ด รองรับการแสดงผลบนทุกหน้าจอด้วย UI ที่ปรับตามอุปกรณ์อัตโนมัติ และสามารถ เชื่อมต่อเข้ากับ Workflow และระบบธุรกิจ ได้ทันที รวมถึงฝังลงในแอปพลิเคชันได้ตามต้องการ

2. Workflow — ออกแบบกระบวนการทำงานแบบอัตโนมัติได้เร็ว โดยแทบไม่ต้องเขียนโค้ด

K2 ช่วยเปลี่ยนงานอนุมัติและงานข้ามทีมให้เป็นเวิร์กโฟลว์ครบวงจร ตั้งแต่ งานอนุมัติระดับแผนกที่สามารถกำหนดเงื่อนไขต่างๆได้ เช่น วงเงิน ประเภทงาน โครงสร้างองค์กร รองรับไปจนถึงกระบวนการซับซ้อนอย่าง Quote-to-Cash ด้วยแพลตฟอร์มแบบ Low-code ที่ทั้งนักพัฒนาและผู้ใช้งานทั่วไปสามารถสร้างเวิร์กโฟลว์แบบเห็นภาพผ่านการลาก-วาง ทำให้องค์กรเริ่มใช้งานระบบอัตโนมัติได้เร็วขึ้น และยังสามารถเริ่มต้นได้ไวด้วยแอป/เทมเพลตสำเร็จรูป

3. Integration (SmartObjects) — เชื่อมต่อและดึงข้อมูลจากระบบธุรกิจได้ไร้รอยต่อ

K2 มี SmartObjects ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยเชื่อมต่อกับระบบ Line-of-Business (LOB) ต่างๆ ช่วยให้ฟอร์มและเวิร์กโฟลว์สามารถดึงข้อมูลจากระบบภายในอื่น ๆ ได้โดยตรง ลดขั้นตอนการ import/export ข้อมูล ใช้งานข้อมูลจากระบบธุรกิจได้โดยตรง โดยไม่ต้องออกจากแพลตฟอร์ม ลดความยุ่งยากในการทำให้ระบบหลายตัวทำงานร่วมกัน และช่วยให้การทำงานข้ามระบบต่าง ๆ ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ยกระดับธุรกิจด้วยระบบ ERP


ระบบ ERP ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการดำเนินงานต่างๆ แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและเติบโตในยุคดิจิทัล หากธุรกิจของคุณกำลังมองหาโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการขององค์กร Innoviz Solutions พร้อมให้คำปรึกษาและนำเสนอการนำ Microsoft Dynamics 365 for Finance and Supply Chain มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจ โดยบริการของเราครอบคลุมตั้งแต่

  • การติดตั้งและนำระบบไปใช้งาน (Implementation)

ให้คำปรึกษาในการนำระบบ ERP มาประยุกต์ใช้กับความต้องการขององค์กร และพัฒนาติดตั้งระบบหลังบ้านที่เหมาะสมกับธุรกิจในแต่ละภาคอุตสาหกรรม

  • การมีทีมหลังบ้านสนับสนุน (Support)

เรามี Support Portal สำหรับลูกค้าให้สามารถแจ้งข้อสงสัยหรือปัญหาได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยทุกเคสจะได้รับการดูแลจากทีมสนับสนุนเฉพาะทางที่เชี่ยวชาญด้านระบบหลังบ้านและ Microsoft ERP

  • การอบรม (Training)

เรามีแนวทางการฝึกอบรมการใช้งานระบบ ERP สำหรับการใช้งานจริงในแต่ละองค์กร ตั้งแต่กระบวนการขั้นพื้นฐานไปจนถึงขั้นตอนที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถบริหารจัดการการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

สนใจปรึกษาบริการ Microsoft Dynamics 365 Finance and Supply Chain by Innoviz Solutions

ติดต่อเราได้ที่ :

ในยุคที่ “ข้อมูล” คือทรัพยากรสำคัญของทุกองค์กร ระบบ IT กลายเป็นศูนย์กลางของการดำเนินธุรกิจ รวมถึงระบบ ERP ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการกระบวนการหลัก เช่น การเงิน การจัดซื้อ สินค้าคงคลัง การผลิต และทรัพยากรบุคคล ความปลอดภัยจึงเป็นปัจจัยที่องค์กรมองข้ามไม่ได้ การกำหนดสิทธิ์ที่ไม่เหมาะสม การเข้าถึงข้อมูลที่เกินความจำเป็น หรือเหตุการณ์คุกคามทางไซเบอร์เพียงครั้งเดียว อาจสร้างความเสียหายต่อข้อมูล ความต่อเนื่องของธุรกิจ และความเชื่อมั่นของผู้บริหาร รวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ดังนั้นองค์กรจำเป็นต้องมีกรอบการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยที่ชัดเจนและเป็นระบบ เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลและกระบวนการที่สำคัญภายในระบบ  ERP ได้รับการปกป้องอย่างเหมาะสม ซึ่งใน Microsoft Dynamics 365 Finance and Supply Chain  มีการจัดการเรื่องของความปลอดภัยหลากหลายรูปแบบ ที่จะสามารถรองรับการดำเนินงานและการเติบโตขององค์กรได้อย่างมั่นคง

Security Governance คือ ความปลอดภัยรูปแบบหนึ่งที่กำหนดบทบาทความรับผิดชอบโดยมีเป้าหมายเพื่อปกป้องข้อมูลและทรัพย์สินขององค์กรผ่านการกำหนดนโยบาย บทบาทความรับผิดชอบ และกระบวนการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ   Microsoft Dynamics 365 Finance and Supply Chain ถูกออกแบบมาโดยคำนึงถึงความปลอดภัยระดับองค์กร สามารถกำหนดระดับสิทธิ์ของผู้ใช้งาน (Role-based Security)  นอกจากจะมีสิทธิของผู้ใช้งานตามมาตรฐานจากทาง Microsoft แบ่งตามหน้าที่ความรับผิดชอบในการทำงานของผู้ใช้ ยังสามารถสร้างและปรับปรุงสิทธิของผู้ใช้งานเพิ่มเติมได้ สะดวกต่อการบริหารจัดการโดยแอดมิน รวมถึงการติดตามกิจกรรมในระบบ (Audit Trail) เป็นการจัดการความเสี่ยงเชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยลดการพัฒนาโปรแกรมเพิ่มเติม ซึ่งค่อนข้างซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายที่แพงกว่า

กล่าวได้ว่า การมี Security Governance ที่แข็งแรงไม่เพียงช่วย “ปกป้องข้อมูล” เท่านั้น แต่ยังเป็นการ “สร้างความเชื่อมั่นทางธุรกิจ” และ “เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน” ขององค์กรในระยะยาว

5 ความท้าทาย ที่ธุรกิจต้องเผชิญ เมื่อการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยไม่ชัดเจน

  • ความน่าเชื่อถือลดลง และเสี่ยงข้อมูลสำคัญรั่วไหล
     เมื่อกำหนดสิทธิ์ไม่เหมาะสม ผู้ใช้อาจเข้าถึงข้อมูลที่ “ไม่เกี่ยวกับหน้าที่” เช่น เห็นข้อมูลการเงิน ต้นทุน หรือข้อมูลพนักงานที่ไม่ควรเห็น ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริหาร ลูกค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
  • การควบคุมสิทธิ์ไร้มาตรฐานและดูแลต่อเนื่องได้ยาก
     หากไม่มีแนวทางบริหารสิทธิ์ที่ชัดเจน จะต้องคอยตรวจสอบแบบ manual ตลอดเวลา และมักเกิด “สิทธิ์ค้าง” เช่น ให้สิทธิ์ชั่วคราวแล้วลืมถอดออก เพิ่มความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว
  • การทำงานไม่โปร่งใส และตรวจสอบย้อนหลังลำบาก
     เมื่อไม่มีโครงสร้างการกำกับดูแลและการบันทึกกิจกรรมที่เป็นระบบ การตรวจสอบว่า “ใครทำอะไร เมื่อไหร่” จะทำได้ยาก ส่งผลต่อการ audit และการจัดการความเสี่ยงเชิงรุก
  • ความเสียหายทางการเงินและผลกระทบต่อความต่อเนื่องของธุรกิจ
     ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการกู้คืนระบบหลังเหตุโจมตี ค่าใช้จ่ายจากเหตุข้อมูลรั่วไหล หรือรายได้ที่หายไปจากการหยุดชะงักของระบบ ล้วนกลายเป็นต้นทุนที่สูงกว่าการป้องกันตั้งแต่ต้น
  • ภาระตกอยู่กับทีม IT มากเกินจำเป็น
     ทีม IT ต้องใช้เวลาจำนวนมากไปกับการแก้ปัญหาสิทธิ์ซ้ำ ๆ ตอบคำขอเข้าถึง และไล่ตรวจความผิดพลาด ทำให้เสียโฟกัสจากงานที่ควรสร้างคุณค่าเชิงกลยุทธ์ให้ธุรกิจ

Microsoft Dynamics 365 Finance and Supply Chain ช่วยลดปัญหาด้านความปลอดภัยองค์กรได้อย่างไรบ้าง

  • ปกป้องข้อมูลสำคัญขององค์กร (Data Protection): โครงสร้างความปลอดภัย รองรับการกำหนดสิทธิ์แบบ Role-based Access Control ซึ่งองค์กรสามารถควบคุมการเข้าถึงข้อมูลได้อย่างละเอียด และลดโอกาสข้อมูลรั่วไหล หรือการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • ควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงอย่างเป็นระบบ (Role-based Access Control): ลดความซ้ำซ้อน และกำหนดสิทธิ์ได้อย่างเหมาะสม
Role-based Access Control
  • ยืดหยุ่นและปรับขยายได้ตามโครงสร้างองค์กร (Scalability & Flexibility):  รองรับและปรับแต่งการเข้าถึงโครงสร้างองค์กรแบบหลากหลายธุรกิจ
  • สามารถตรวจสอบและติดตามได้ (Auditability & Monitoring): สามารถดูการเข้าถึงข้อมูล และมี Report ต่างๆ ที่รองรับมากขึ้น
  • ลดภาระของฝ่าย IT (Operational Efficiency): ลดความซับซ้อนในการดูแลผู้ใช้งาน ลดความผิดพลาด Human Error และสามารถจัดการสิทธิ์ได้ง่ายขึ้น
  • ปรับสิทธิ์ได้เองบนระบบ ไม่ต้องเขียนโค้ด: มี Tool ในการ Customize Role ทำให้สามารถปรับแก้ไขสิทธิ์ในการใช้งานได้ง่าย
  • รองรับมาตรฐานความปลอดภัย : รองรับ MFA และการควบคุมการเข้าถึงแบบทันสมัย ทำให้มั่นใจด้านความปลอดภัย

4 ฟีเจอร์หลักที่จะช่วยให้องค์กรทำงานได้ง่ายขึ้น 

1. สร้าง Role ที่ “พอดี” กับการใช้งานจริง – ลดความเสี่ยงและลดค่าใช้จ่าย 

หนึ่งในปัญหาที่หลายองค์กรพบจากการใช้ ERP มาตรฐาน คือ หน้าที่การทำงาน (Role) ที่มากับระบบอาจ “กว้างเกินไป” มีสิทธิ์การเข้าถึงการทำงานมากเกินหน้าที่ของผู้ใช้งาน อาจส่งผลผลเสียต่อองค์กรในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ความเสียหายทางการเงินที่อาจเกิดจากข้อมูลสำคัญรั่วไหล การทุจริตข้อมูลที่เกิดจากการปลอมแปลงเอกสารและการแก้ไขข้อมูลที่สำคัญ หรือแม้กระทั่งภาพลักษณ์องค์กรที่อาจถูกมองว่าขาดมาตรฐานในการบริหาร ขาดความเชื่อมั่นจากนักลงทุนหรือลูกค้า ส่งผลให้ธุรกิจหยุดชะงัก

Microsoft Dynamics 365 Finance and Supply Chain ให้คุณสามารถออกแบบ หน้าที่ (Role) ที่เหมาะสม หรือทำการปรับแต่งหน้าที่การทำงาน (Role) ให้ตอบโจทย์การทำงานได้อย่างง่ายดาย เพียงบันทึก (Task Recorder) ขั้นตอนการทำงานและอัพโหลด (Load from task recording) เข้าสู่ระบบ เพื่อสร้างหน้าที่การทำงาน (Role) ได้อัตโนมัติ

Load from task recording
Load from task recording #2
Load from task recording #3

2. Security Configuration on  App – ปรับแต่งแก้ไข Role ได้โดยง่าย รวดเร็ว และปลอดภัย 

Security Configuration on  App เป็นอีกฟีเจอร์หนึ่งที่มาพร้อมกับ Microsoft Dynamics 365 Finance and Supply Chain โดยผู้ดูแลสามารถปรับแต่งหน้าที่การทำงานผ่าน Application ได้เลย ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการเขียนโปรแกรม

Security Configuration on D365

ตัวอย่างเคส นายเอมีหน้าที่ในการแก้ไขข้อมูลของกลุ่มลูกค้า ปัจจุบันหน้าที่การทำงาน (Role) มาตรฐานที่ได้รับมี Access เป็น Read หรืออนุญาตให้ดูข้อมูลได้อย่างเดียวและไม่สามารถแก้ไขข้อมูลได้  

Example: Unassigned Roles for Customer Group
Example: Unassigned Roles for Customer Group

ดังนั้นหากต้องการให้นายเอสามารถทำงานตามหน้าที่ของตนเองได้ จึงต้องทำการปรับปรุงเพิ่มสิทธิ์การเข้าถึงหน้าจอให้สามารถแก้ไขข้อมูลได้โดยการปรับเพิ่มลด Access หรือการอนุญาตเข้าถึงข้อมูลให้สามารถสร้าง (Create) และ แก้ไข (Edit) ข้อมูลได้

Example: Role Assignment for Customer Group
Example: Role Assignment for Customer Group

3. Temporary Role Management – จัดการสิทธิ์ชั่วคราวได้อย่างมั่นใจ

Temporary Role Management เป็นอีก ฟีเจอร์ หนึ่งที่น่าสนใจ ที่จะช่วยจัดการสิทธิ์แบบชั่วคราวให้กับผู้ใช้งานชั่วคราวตามช่วงระยะเวลาที่กำหนดกรณีที่ผู้ใช้งานลาหยุดหรือไม่สามารถทำงานได้ในช่วงเวลาหนึ่ง 

ตัวอย่าง นายเอ ต้องการลาหยุด 1 สัปดาห์ จึงได้ ใช้ ฟีเจอร์ Temporary Role Management ในการ Assign Role ให้นายบี จัดการงานของนายเอในช่วงที่ไม่อยู่  ซึ่งหลังจากครบกำหนดตามระยะเวลาแล้ว นายบีก็จะมี Role ตามเดิมก่อนที่จะทำการ Assign  

Temporary Role Management

นอกจากนี้การใช้ฟีเจอร์นี้ยังมี Report ต่างๆ ที่ช่วยบันทึกการทำงานของ Role ที่ถูก Assign  ไป เช่น Audit logs เพื่อให้ทาง Audit สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ง่ายขึ้น หรือจะเป็น User log ที่แสดงการ Log in เข้าใช้งาน Application 

4. Security Architecture Versioning – จัดการโครงสร้างความปลอดภัยอย่างมีระบบ

ฟีเจอร์นี้เป็นฟีเจอร์สำคัญ เนื่องจากความสามารถในรองรับการจัดการ Version ของ Security Architecture ได้ หรือพูดง่ายๆ ก็คือการเก็บประวัติและเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสิทธิ์ได้ทุก Version ไว้  ตัวอย่างเช่น หากมีการให้ Role ผิด หรือให้สิทธิ์กับ User มากเกินไป ก็สามารถทำการ  Restore version กลับไปใช้ Version ก่อนหน้าได้ หรือถ้าหากต้องการตรวจสอบว่ามีการเพิ่ม/ลบ Role หรือมีการเปลี่ยนแปลงใดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้บ้าง ก็สามารถใช้ayฟังก์ชั่น Compare เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของการปรับเปลี่ยนสิทธิ์ตามแต่ละ Version ได้ เพื่อให้ได้สิทธิ์ที่ถูกต้องและตรงกับการใช้งานมากที่สุด 

Security Architecture Versioning

D365 F&O คำตอบของการบริหารข้อมูลอย่างมั่นคงและชาญฉลาด 

Microsoft Dynamics 365 Finance and Supply Chain ไม่ได้เป็นเพียงระบบ ERP เพื่อการบริหารการเงิน การบัญชี และการปฏิบัติงาน แต่เป็นระบบที่ออกแบบมาเพื่อเป็น “เกราะป้องกันข้อมูล” ที่ช่วยให้องค์กรของคุณเดินหน้าอย่างมั่นใจ ยกระดับความปลอดภัยขององค์กรด้วย Security Governance

หากคุณกำลังมองหาระบบ ERP ที่ตอบโจทย์ในเรื่องความปลอดภัย ช่วยให้องค์กรสามารถตรวจสอบ กำหนดหน้าที่ของผู้ใช้งาน และการซื้อ License เป็นไปอย่างเหมาะสม Microsoft dynamics 365 Finance and Supply chain คือคำตอบของคุณ

สนใจปรึกษาบริการ Microsoft Dynamics 365 Finance and Supply Chain by Innoviz Solutions

จบ 3 ปัญหาหลังบ้านธุรกิจ Trading & Manufacturing ด้วยระบบ ERP

ในยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ธุรกิจ Trading และ Manufacturing เป็นอีกหนึ่งภาคอุตสาหกรรมที่เผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ ทั้งจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และความซับซ้อนของกระบวนการดำเนินงานต่างๆ ที่เพิ่มมากขึ้น การพึ่งพาระบบการทำงานแบบเดิมที่แยกส่วนและไม่เชื่อมโยงกัน อาจทำให้องค์กรสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) จึงกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่สามารถช่วยให้องค์กรบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้ทันท่วงที และเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน

ดังนั้น บทความนี้จึงอยากชวนมาสำรวจสัญญาณเบื้องต้นว่าธุรกิจควรเริ่มใช้ระบบ ERP หรือยัง รวมถึงปัญหาหลักๆ ที่ธุรกิจ Trading & Manufacturing กำลังเผชิญอยู่ และข้อดีของการนำระบบ ERP มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงาน พร้อมคำแนะนำเบื้องต้นเกี่ยวกับระบบ ERP ที่ตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจ Trading & Manufacturing 

สัญญาณเตือนว่าธุรกิจ Trading & Manufacturing ควรเริ่มใช้ ERP

หากธุรกิจกำลังประสบปัญหาเหล่านี้ นั่นคือสัญญาณว่าถึงเวลาที่ต้องพิจารณานำระบบ ERP มาปรับใช้กับองค์กรแล้ว  

3 ปัญหาหลักที่ธุรกิจ Trading & Manufacturing กำลังเผชิญ
  • ระบบเดิมทำงานช้าและไม่ตอบสนอง – เมื่อธุรกิจเติบโต ระบบเดิมที่เคยใช้ได้ดีอาจไม่สามารถรองรับปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้น 
  • ธุรกิจเปลี่ยนแปลง แต่ระบบไม่ยืดหยุ่น – เมื่อมีการขยายสายผลิตภัณฑ์หรือเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ แต่ระบบการทำงานไม่สามารถปรับตามความต้องการขององค์กรได้ 
  • ขาดระบบกลางที่ครอบคลุมทุกแผนก – เมื่อแต่ละแผนกใช้โปรแกรมคนละตัวและบันทึกข้อมูลแยกส่วนกัน ทำให้ข้อมูลไม่รวมศูนย์และขาดความเชื่อมต่อกัน 

3 ปัญหาหลักที่ธุรกิจ Trading & Manufacturing กำลังเผชิญ 


3 ปัญหาหลักที่ธุรกิจ Trading & Manufacturing กำลังเผชิญ

1. การดำเนินงานสะดุด เนื่องจากไม่มีการรวมศูนย์ข้อมูล  

ปัญหานี้เป็นปัญหาคลาสสิกที่องค์กรส่วนใหญ่ประสบ เช่น แผนกขายอาจใช้โปรแกรมหนึ่งในการบันทึกคำสั่งซื้อและติดตามลูกค้า แผนกบัญชีใช้อีกโปรแกรมหนึ่งในการออกใบแจ้งหนี้และติดตามการชำระเงิน ในขณะที่ฝั่งโรงงานอาจไม่มีระบบที่เป็นมาตรฐานเลย 

ผลที่ตามมาคือ ข้อมูลไม่ตรงกันระหว่างแผนก ต้องเสียเวลาในการ Reconcile ข้อมูลทุกสิ้นเดือน ส่งผลให้บางครั้งพบความผิดพลาดเมื่อสายเกินไป เช่น ฝ่ายขายรับออเดอร์มาแล้ว แต่ฝ่ายผลิตไม่ทราบ ทำให้ส่งมอบสินค้าล่าช้า หรือฝ่ายบัญชีออกใบแจ้งหนี้ผิด เพราะข้อมูลราคาที่ได้รับไม่ตรงกับที่ฝ่ายขายตกลงกับลูกค้า 

2. ไม่มีระบบวางแผนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ 

การวางแผนการผลิตในหลายองค์กรยังคงอาศัยประสบการณ์และการคาดเดาของผู้จัดการฝ่ายผลิตเป็นหลัก ไม่มีข้อมูลที่เป็นระบบมาสนับสนุนการตัดสินใจ ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็น 

  • การผลิตเกินความต้องการ (Overproduction) – สินค้าค้างสต๊อก เงินทุนจม ค่าเก็บรักษาสูง บางครั้งสินค้าเสื่อมสภาพหรือล้าสมัยก่อนขายได้ 
  • การผลิตไม่ทันความต้องการ (Underproduction) – เสียโอกาสในการขาย ลูกค้าไม่พอใจ อาจสูญเสียลูกค้าให้คู่แข่ง 
  • วัตถุดิบขาดแคลนหรือเหลือเกิน – สั่งซื้อวัตถุดิบมากเกินไปทำให้เงินทุนจม หรือสั่งน้อยเกินไปทำให้ต้องหยุดสายการผลิต 
  • การจัดตารางการผลิตไม่มีประสิทธิภาพ – เครื่องจักรว่างบ้าง ทำงานหนักเกินไปบ้าง แรงงานไม่ได้ใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 

3. ข้อมูลกระจัดกระจาย ไม่สามารถนำไปวิเคราะห์ต่อได้  

องค์กรจำนวนไม่น้อยยังคงเป็นบันทึกข้อมูลเป็นไฟล์เอกสารย่อยๆ ผ่านหลายโปรแกรม เช่น Excel หรือ Word ซึ่งเมื่อใช้เป็นระบบหลักในการบันทึกข้อมูลการผลิต อาจจะเกิดปัญหาหลายประการ เช่น 

  • ข้อมูลกระจัดกระจาย – พนักงานแต่ละแผนกต่างมีไฟล์ Excel ของตัวเอง เช่น มีข้อมูลอยู่ในคอมพิวเตอร์ส่วนตัว ทำให้ข้อมูลต่างๆ ถูกบันทึกไว้ในหลายๆ ที่ ทำให้เมื่อมีพนักงานลาออก ข้อมูลเสี่ยงสูญหายตามไปด้วย 
  • Version Control เป็นปัญหา – เมื่อต่างคนต่างบันทึกข้อมูล ทำให้เกิดความไม่แน่ใจว่าไฟล์ไหนเป็นเวอร์ชันล่าสุด มีการแก้ไขซ้ำซ้อน หรือมีข้อมูลขัดแย้งกัน 
  • ยากต่อการวิเคราะห์แบบ Real-time – การที่ข้อมูลถูกเก็บอย่างกระจัดกระจายในหลายที่ เมื่อต้องการนำข้อมูลไปวิเคราะห์ต่อ ทำให้ต้องใช้เวลารวบรวมข้อมูลจากหลายไฟล์และเสี่ยงเกิดข้อมูลตกหล่น ไม่ครบถ้วน ยากต่อการนำไปใช้งาน  
  • ความผิดพลาดจากการป้อนข้อมูล – ไม่มีการตรวจสอบข้อมูลอัตโนมัติ อาจส่งผลให้ข้อมูลมีความซ้ำซ้อน ไม่ถูกต้อง หรือสูตรการคำนวณอาจผิดพลาด 
  • ไม่สามารถติดตามประวัติการเปลี่ยนแปลง – เมื่อข้อมูลไม่ได้รวมศูนย์ ทำให้ไม่สามารถรู้ได้ว่าใครแก้ไขข้อมูลเมื่อไหร่ หรือแก้ไขอะไร  

ERP ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจ Trading & Manufacturing ได้อย่างไร 


ERP ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจ Trading & Manufacturing ได้อย่างไร

เพิ่มความรวดเร็วให้กระบวนการทำงานและลดงานซ้ำซ้อน 

ระบบ ERP ออกแบบมาให้สามารถป้อนข้อมูลแล้วเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ ได้แบบอัตโนมัติ ทำให้เมื่อป้อนข้อมูลที่จุดเดียว ทุกแผนกที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้ในทันที ซึ่งเพิ่มความรวดเร็วในการทำงานและช่วยลดการทำงานซ้ำซ้อนในการต้องตรวจสอบข้อมูลชุดเดียวกัน ทำให้หลายฝ่ายทำงานประสานกันได้ราบรื่นยิ่งขึ้น 

ตัวอย่างการทำงานแบบอัตโนมัติในระบบ ERP 

  • ฝ่ายขายวางแผนส่งสินค้าได้อย่างทันท่วงที – เมื่อฝ่ายขายบันทึกคำสั่งซื้อ ระบบจะส่งข้อมูลไปยังฝ่ายผลิตทันที เพื่อวางแผนการผลิต โดยระบบจะตรวจสอบ Capable-to-Promise (CTP) อัตโนมัติ คำนวณวันที่สามารถส่งมอบได้จากกำลังการผลิตและวัตถุดิบที่มีอยู่ ช่วยให้ฝ่ายขายสามารถแจ้งกำหนดส่งที่แม่นยำให้ลูกค้าได้ทันที 
  • ฝ่ายจัดซื้อเห็นความต้องการวัตถุดิบอัตโนมัติ – เมื่อมีคำสั่งผลิตใหม่ ระบบ MRP จะคำนวณวัตถุดิบที่ต้องใช้ทันที หักลบกับ Stock ที่มีอยู่และ PO ที่กำลังจะเข้า หากพบว่าวัตถุดิบไม่เพียงพอ ระบบจะสร้างแผนสั่งซื้อ (Planned Purchase Order) อัตโนมัติพร้อมแนะนำ Supplier ที่เหมาะสม โดยพิจารณาจากราคาต่ำสุด หรือ Lead Time ที่สั้นที่สุด 
  • ฝ่ายคลังสินค้าสามารถวางแผนการจัดส่งสินค้าได้อย่างครอบคลุม – ระบบ Warehouse Management สามารถวางแผนการส่งสินค้าโดยดึงข้อมูลจากใบสั่งขายมาวางแผนการส่งมอบ และสร้างใบจัดสินค้า (Work List) โดยสามารถแยกตามประเภทของสินค้าได้ เพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่คลังจัดของแยกได้ตามความรับผิดชอบ เช่น สินค้าที่จัดเก็บในพื้นที่ทั่วไป กับสินค้าที่จัดเก็บในพื้นที่ที่มีการควบคุมอุณหภูมิ โดยพนักงานคลังสามารถใช้ Mobile Device สแกน Barcode ที่สินค้า โดยสามารถอัพเดท Status แบบ Real-time 
  • ฝ่ายบัญชีจัดทำเอกสารทางการเงินได้อย่างรวดเร็ว – ฝ่ายบัญชีจะได้รับข้อมูลสำหรับการออกใบแจ้งหนี้ทันทีที่มีการส่งมอบสินค้า (Goods Issue) ทำให้สามารถดึงใบส่งมอบสินค้ามาทำการตั้งหนี้ โดยดึงข้อมูลราคา ส่วนลด และเงื่อนไขการชำระเงินจากใบสั่งขาย ฝ่ายบัญชีเพียงตรวจสอบและอนุมัติ ไม่ต้องขอข้อมูลจากฝ่ายขายหรือคีย์ข้อมูลซ้ำ

รวมศูนย์ข้อมูลให้เชื่อมต่อกันแบบ Real-time 

ภายใต้ระบบ ERP ข้อมูลจะถูกเก็บรวบรวมไว้ในฐานข้อมูลกลาง (Single Source of Truth) ทำให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกันได้แบบ Real-time ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กระบวนการทำงานในหลายส่วน 

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ Real-time Data ในแต่ละแผนก

  • ฝ่ายขาย – สามารถตรวจสอบสินค้าคงเหลือ (Stock) ได้ทันที ก่อนรับคำสั่งซื้อ ไม่ต้องโทรถามคลังสินค้า ระบบแสดงยอดคงเหลือแบบ Real-time โดยผู้ใช้สามารถเลือกมิติในการดูข้อมูลได้ เช่น แยกตามคลัง (Warehouse), Location, Batch ตลอดจนสามารถดูสถานะการจองสินค้าได้ (Reserved Quantity) 
  • ฝ่ายวางแผน – สามารถวางแผนการเติมเต็มสินค้าผ่าน MPS/MRP โดยระบบจะนำข้อมูลทั้งระบบขาย ระบบซื้อ และระบบผลิต มาคำนวณและแนะนำแผนการเติมเต็ม ประกอบด้วยแผนการผลิต แผนการสั่งซื้อ แผนการโอนย้าย (Transfer between warehouse) 

ทั้งยังสามารถปรับแผนการผลิตได้ทันท่วงที จากการประมวลผลของระบบ รองรับ Capacity planning, Sequencing พร้อมแสดง Gantt chart ของการใช้ Resource ในรูปแบบ Visual 

  • ฝ่ายผลิต – สามารถบันทึกผลการทำงานในระบบ ทั้งในส่วนของ เวลาการทำงาน (Production time, ของดี (Good qty.), ของเสีย (NG qty.) รวมถึง reason code ของ NG เป็นต้น 
  • ผู้บริหาร – เห็นภาพรวมธุรกิจแบบ Real-time ตัดสินใจได้รวดเร็วและแม่นยำ Executive Dashboard แสดง Key Metrics เช่น Daily Sales, Production Output, Cash Position, Outstanding AR/AP สามารถ Drill-down เพื่อดูรายละเอียด และใช้ Predictive Analytics เพื่อดู Trend และ Forecast 

เพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจ Trading & Manufacturing ด้วยระบบ ERP 


ระบบ ERP ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการดำเนินงานต่างๆ แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและเติบโตในยุคดิจิทัล หากธุรกิจคุณกำลังมองหาโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการขององค์กร Innoviz Solutions พร้อมให้คำปรึกษาและนำเสนอโซลูชันที่เหมาะสม ติดต่อเราได้ที่ :

ปรึกษาบริการ Microsoft Dynamics 365 Finance and Supply Chain by Innoviz Solutions

Microsoft Dynamics 365

Microsoft Dynamics 365 for Finance and Supply Chain คือระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) หรือระบบหลังบ้านแบบครบวงจรจาก Microsoft ERP ที่ช่วยให้องค์กรสามารถตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างมั่นใจและแม่นยำยิ่งขึ้น

ทำไมต้องเลือก Microsoft Dynamics 365 for Finance and Supply Chain


ระบบหลังบ้าน Microsoft Dynamics 365 for Finance and Supply Chain ช่วยให้การบริหารธุรกิจข้ามสาขาและข้ามประเทศเป็นไปอย่างราบรื่น ด้วยการรวมศูนย์และการสร้างมาตรฐานให้กระบวนการทำงาน ซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ช่วยให้องค์กรสามารถมองเห็นข้อมูลของธุรกิจทั้งหมด และช่วยให้การปฏิบัติตามกฎระเบียบเป็นไปอย่างง่ายดาย ระบบ ERP นี้ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของธุรกิจและรองรับการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรมได้อย่างยั่งยืน

Microsoft Dynamics 365 for Finance and Supply Chain ทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์ในเครือ Microsoft ได้อย่างราบรื่น มาพร้อมฟีเจอร์ครบครันที่สามารถปรับให้ขั้นตอนการทำงานเป็นไปแบบอัตโนมัติและเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจ รวมถึงเชื่อมต่อกับลูกค้า คู่ค้า และบริษัทในเครือทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เชื่อมกระบวนการทำงานและการจัดการทางเงินได้อย่างไร้รอยต่อ Dynamics 365 for Finance and Supply Chain ช่วยให้ธุรกิจปรับตัวได้อย่างฉับไว พร้อมรับทุกการเปลี่ยนแปลงของตลาด เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว

คุณสมบัติเด่นของ Microsoft Dynamics 365 for Finance and Supply Chain


✅ ทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา

✅ ระบบใช้งานง่ายคล้ายซอฟต์แวร์ในเครือ Microsoft

✅ รองรับการใช้งานเต็มรูปแบบในประเทศไทย

✅ ได้รับการรับรองจากกรมสรรพากร (License Type B)

ฟีเจอร์หลัก


1. ยกระดับผลการดำเนินงานด้านการเงิน

  • ปิดบัญชีได้เร็วขึ้น
  • จัดทำรายงานที่แม่นยำและครบถ้วน
  • เพิ่มขีดความสามารถในการทำกำไรด้วย Business Intelligence
  • รองรับระเบียบปฏิบัติและมาตรฐานระดับสากล

2. จัดการกระบวนการทำงานอย่างชาญฉลาด

  • เพิ่มความคล่องตัวและประสิทธิภาพในการผลิต
  • เชื่อมต่อและเพิ่มประสิทธิภาพการวางแผนการผลิต การจัดตารางงาน และการจัดการต้นทุน

3. ปรับให้กระบวนการทำงานของ Supply Chain เป็นไปแบบอัตโนมัติและคล่องตัวขึ้น

  • เพิ่มประสิทธิภาพให้การจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management) ด้วยระบบหลังบ้านที่มาพร้อมระบบการจัดการสินค้าคงคลังขั้นสูง (Inventory Management)
  • ปรับปรุงการจัดส่ง การจัดหาวัตถุดิบ และโลจิสติกส์
  • จัดการสินค้าคงคลังอย่างมีประสิทธิภาพด้วยระบบแบบรวมศูนย์

4. สร้างนวัตกรรมด้วยแพลตฟอร์มที่ทันสมัยและปรับแต่งได้

  • ขับเคลื่อนนวัตกรรมด้วยแอปพลิเคชันอัจฉริยะ
  • ปรับแต่ง ขยาย และเชื่อมต่อกับแอปและบริการอื่นๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

Dynamics 365 for Finance and Supply Chain เพิ่มประสิทธิภาพงานแต่ละแผนกได้อย่างไร


IT: เพิ่มความรวดเร็วให้กับการทำธุรกิจด้วย Microsoft ERP

  • ตัดสินใจอย่างชาญฉลาดและรวดเร็ว เข้าถึงข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์ผ่านแพลตฟอร์มมือถือที่ใช้งานง่าย เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้เร็วขึ้น (ทั้งสำหรับองค์กรและลูกค้า)
  • ปรับการดำเนินงานได้เร็วขึ้น ปรับปรุงการวางแผนและการดำเนินงานทางธุรกิจด้วยระบบ ERP ที่รวมศูนย์ทรัพยากรให้เชื่อมโยงถึงกัน
  • ยืดหยุ่นตามการเติบโตขององค์กร ระบบหลังบ้านบน Cloud สามารถขยายปรับแต่งได้ตามความต้องการของธุรกิจ พร้อมรองรับการเติบโตขององค์กร

Finance: ระบบหลังบ้านที่เอื้อต่อการขับเคลื่อนธุรกิจ

  • ติดตามการดำเนินงานของธุรกิจแบบเรียลไทม์ ด้วยข้อมูลเชิงลึก จากเครื่องมือการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูล ที่มาพร้อม Power BI
  • ประเมินและจัดการความเสี่ยง เพิ่มการมองเห็นความเสี่ยงขององค์กรจากมุมมองเดียวที่ครอบคลุมทั้งธุรกิจผ่านระบบ ERP แบบรวมศูนย์
  • ขับเคลื่อนกลยุทธ์และการเติบโตขององค์กร บนแพลตฟอร์ม Microsoft Cloud ที่ยืดหยุ่นพร้อมรองรับการขยายธุรกิจ

Operation: ทำงานเต็มประสิทธิภาพด้วยการดำเนินงานที่เชื่อมต่อกัน

  • เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ได้เร็วยิ่งขึ้น ลดความเสี่ยงในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และทดสอบไอเดียผลิตภัณฑ์ใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ด้วยเครื่องมือที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ
  • บริหารจัดการพื้นที่การผลิตอย่างคล่องตัว จัดการพื้นที่การผลิต เพิ่มประสิทธิภาพและการมองเห็นข้อมูลทั่วทั้งองค์กรด้วย Business Intelligence ที่ชาญฉลาดขึ้น
  • จัดส่งคำสั่งซื้ออย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการลูกค้า ด้วยเครื่องมือที่ช่วยบริหารจัดการคลังสินค้า การผลิต และโลจิสติกส์

ยกระดับธุรกิจด้วยระบบ ERP


ระบบ ERP ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการดำเนินงานต่างๆ แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและเติบโตในยุคดิจิทัล หากธุรกิจของคุณกำลังมองหาโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการขององค์กร Innoviz Solutions พร้อมให้คำปรึกษาและนำเสนอการนำ Microsoft Dynamics 365 for Finance and Supply Chain มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจ โดยบริการของเราครอบคลุมตั้งแต่

  • การติดตั้งและนำระบบไปใช้งาน (Implementation)

ให้คำปรึกษาในการนำระบบ ERP มาประยุกต์ใช้กับความต้องการขององค์กร และพัฒนาติดตั้งระบบหลังบ้านที่เหมาะสมกับธุรกิจในแต่ละภาคอุตสาหกรรม

  • การมีทีมหลังบ้านสนับสนุน (Support)

เรามี Support Portal สำหรับลูกค้าให้สามารถแจ้งข้อสงสัยหรือปัญหาได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยทุกเคสจะได้รับการดูแลจากทีมสนับสนุนเฉพาะทางที่เชี่ยวชาญด้านระบบหลังบ้านและ Microsoft ERP

  • การอบรม (Training)

เรามีแนวทางการฝึกอบรมการใช้งานระบบ ERP สำหรับการใช้งานจริงในแต่ละองค์กร ตั้งแต่กระบวนการขั้นพื้นฐานไปจนถึงขั้นตอนที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถบริหารจัดการการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

สนใจปรึกษาบริการ Microsoft Dynamics 365 Finance and Supply Chain by Innoviz Solutions

ติดต่อเราได้ที่ :

ธุรกิจร้านอาหารนั้น “วัตถุดิบ” ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อรสชาติอาหารและความพึงพอใจของลูกค้า หากการจัดการวัตถุดิบเกิดข้อผิดพลาด มีความคลาดเคลื่อนไป ย่อมส่งผลต่อคุณภาพของอาหารและกระทบต่อรายได้ของธุรกิจร้านอาหารโดยตรง

ดังนั้น การบริหารจัดการครัวกลางและการจัดสรรวัตถุดิบอย่างเป็นระบบจึงไม่ควรมองข้าม บทความนี้จึงอยากชวนมาทำความเข้าใจปัญหาและความท้าทายของธุรกิจร้านอาหาร พร้อมแนวทางจัดการปัญหาเหล่านั้น ด้วยการนำระบบ Enterprise Resource Planning (ERP) มาประยุกต์ใช้เพื่อบริหารจัดการกระบวนการต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

6 ปัญหาหลังร้านที่ธุรกิจร้านอาหารต้องเผชิญ


1. การสั่งซื้อวัตถุดิบที่ผิดพลาด แค่พลาดนิดเดียว ก็กระทบรายได้

ร้านอาหารหลายแห่งประสบปัญหาการสั่งซื้อวัตถุดิบในปริมาณที่ไม่เหมาะสม ทั้งสั่งน้อยเกินไปจนไม่พอใช้ หรือสั่งมากเกินไปจนล้นพื้นที่จัดเก็บและวัตถุดิบเน่าเสีย โดยเฉพาะร้านอาหารที่มีหลายสาขา หากไม่มีระบบสั่งซื้อกลาง มาช่วยบริหารจัดการควบคุมต้นทุนและปริมาณวัตถุดิบ สาขาจะสั่งวัตถุดิบเกินจำเป็น ไม่ได้มีการตรวจสอบกับยอดขายจริง ทำให้การควบคุมต้นทุนและปริมาณวัตถุดิบจะเป็นเรื่องที่ยาก

2. ครัวกลางไร้ระบบ ทำให้หาวัตถุดิบยากและล่าช้าจนของเน่าเสีย

หากครัวกลาง หรือพื้นที่จัดเก็บวัตถุดิบไม่ได้มีการจัดการอย่างเป็นระบบ เช่น วางสินค้ากระจัดกระจาย ไม่ได้แบ่งตามหมวดหมู่สินค้า อาจทำให้เกิดปัญหาในการจัดการสินค้าตามมา ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์และวัตถุดิบที่แช่ตู้เย็นไว้นานจนเน่าเสีย ซึ่งทางร้านมาตรวจพบตอนที่จะนำวัตถุดิบมาปรุงอาหารแต่กลับไม่สามารถใช้ได้ ทำให้ต้องทิ้งของ เสียเวลาในการเคลียร์สินค้า และเสียโอกาสจากการที่ไม่ได้ใช้วัตถุดิบนั้นปรุงอาหาร

นอกจากนี้ ครัวกลางที่ไม่ได้มีระบบการจัดการที่ดี ยังส่งผลให้พนักงานใช้ระยะเวลานานในการค้นหาสินค้า และอาจหาสินค้าไม่พบเมื่อต้องการใช้งานอย่างเร่งด่วน รวมถึงเสี่ยงเกิดความผิดพลาดในการส่งวัตถุดิบไปยังสาขาต่างๆ หรือการหยิบสินค้าผิดเพราะมีความคล้ายคลึงกัน ซึ่งส่งผลกระทบทำให้การปฏิบัติงานสะดุด และให้บริการลูกค้าล่าช้า จนอาจสูญเสียโอกาสทางธุรกิจไป

3. ความเสี่ยงความลับทางการค้ารั่วไหล

สำหรับธุรกิจร้านอาหารแล้ว สูตรอาหารถือเป็นความลับทางการค้าที่สำคัญ ซึ่งนอกจากสูตรอาหารแล้ว แผนงานธุรกิจ แผนการตลาด หรือข้อมูลทางการเงินอื่นๆ ควรมีการจัดเก็บอย่างปลอดภัยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม หากไม่มีระบบการจัดการข้อมูลที่ปลอดภัย ข้อมูลที่เป็นความลับทางการค้าเหล่านี้อาจสุ่มเสี่ยงรั่วไหลไปยังคู่แข่ง และส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาวได้

4. ขาดข้อมูลวิเคราะห์ ไม่ครบถ้วนและคลาดเคลื่อน กระทบการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์

หากธุรกิจร้านอาหารมีระบบเก็บข้อมูลที่รวมศูนย์ไว้ที่เดียว การบันทึกข้อมูลของธุรกิจไว้ในหลายๆ ระบบแยกส่วนกัน อาจทำให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน คลาดเคลื่อน หรืออาจเกิดความผิดพลาดขึ้น ส่งผลให้ไม่สามารถนำข้อมูลไปใช้วิเคราะห์เพื่อช่วยบริหารธุรกิจและตัดสินใจ เช่น การวิเคราะห์ยอดขายสำหรับตัดสินใจขยายธุรกิจ การเปิดตัวเมนูหรือยกเลิกการขายสินค้าบางประเภท การประเมินกำลังการผลิต หรือหรือทำการตลาดใหม่ๆ  

5. งานเอกสารและการทำบัญชีล่าช้า

ธุรกิจร้านอาหารมีข้อมูลหลากหลายส่วนที่ต้องบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นสาขาที่ต้องส่งใบคำสั่งซื้อ ใบขอเบิกวัตถุดิบ หรือรายงานสต็อกสินค้าต่างๆ ไปยังครัวกลาง

หากไม่ได้มีระบบมาช่วยจัดการติดตามและเก็บข้อมูล การส่งเอกสารรูปแบบกระดาษหรือรูปแบบไฟล์ดิจิทัล อาจเสี่ยงตกหล่น สูญหาย หรืออาจเกิดข้อผิดพลาดได้ ส่งผลให้กระบวนการทำเอกสารต่างๆ และการทำบัญชีล่าช้าตามไปด้วย

6. ปัญหาการกระจายสินค้าและขาดระบบควบคุมการผลิต

หากธุรกิจร้านอาหารไม่มีระบบบริหารจัดการส่วนกลางเพื่อติดตามการจัดส่งวัตถุดิบ อาจเกิดปัญหาเรื่องการกระจายสินค้าที่เสี่ยงตกหล่น ไม่มีเอกสารหลักฐานชัดเจนในการติดตาม เมื่อเกิดความผิดพลาดดังกล่าว จะส่งผลให้ครัวกลางที่นำวัตถุดิบไปปรุงอาหารไม่สามารถติดตามยอดคงเหลือจริงของแต่ละสาขาได้ ทำให้ไม่สามารถประเมินยอดวัตถุดิบที่ควรกระจายให้แต่ละสาขา

นอกจากนี้ การปราศจากระบบส่วนกลาง ที่ไม่มีระบบการแจ้งเตือนและจัดคิวการผลิตอาหารตามคำสั่งซื้อจากสาขา จะทำให้ครัวกลางไม่สามารถควบคุมการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประเมินจำนวนการผลิตได้ยาก ส่งผลให้ปรุงเมนูอาหารมากเกินไปหรือน้อยเกินไป

ระบบ ERP ทางออกของธุรกิจร้านอาหารยุคใหม่


ระบบ ERP ทางออกของธุรกิจร้านอาหารยุคใหม่

จากปัญหาข้างต้นที่ธุรกิจร้านอาหารเผชิญ สาเหตุสำคัญของปัญหาต่างๆ ล้วนมาจากการขาดระบบการบริหารจัดการทรัพยากร (ERP) ที่มีประสิทธิภาพ โดย Microsoft Dynamics 365 Finance and Supply Chain Management เป็นหนึ่งในระบบ ERP ที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาการจัดการทรัพยากรของร้านอาหารได้อย่างครบวงจร ด้วยการรวบรวมข้อมูลไว้ที่จุดเดียว ช่วยให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น

1. วางแผนการสั่งซื้อวัตถุดิบอย่างแม่นยำ

ระบบ ERP สามารถช่วยแนะนำและวางแผนการสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ โดยเชื่อมต่อกับระบบขายหน้าร้าน (POS) เพื่อรับข้อมูลคำสั่งซื้อจากหน้าร้านโดยตรง ทำให้สำนักงานใหญ่สามารถควบคุมการสั่งซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดปัญหาวัตถุดิบมากเกินไปหรือน้อยเกินไป

2. จัดการคลังสินค้าอย่างเป็นระบบ

ระบบ ERP ช่วยวางแผนการรับสินค้าและจัดเก็บวัตถุดิบอย่างมีระเบียบ เนื่องจากแสดง Real-time stock ทั้งในครัวกลางและแต่ละสาขา รวมถึงมีระบบแจ้งเตือน Reorder point หรือ “จุดสั่งซื้อ” ซึ่งเป็นระดับสต็อกสินค้าต่ำสุดที่ธุรกิจควรมีในคลังสินค้า เพื่อให้สามารถสั่งซื้อสินค้าใหม่ได้ทันเวลา เพื่อหลีกเลี่ยงการขาดแคลนสินค้าและช่วยควบคุมการใช้วัตถุดิบให้ทันวันหมดอายุ พร้อมแนะนำการจัดวางที่เหมาะสม ทำให้ค้นหาสินค้าได้รวดเร็ว และใช้พื้นที่คลังสินค้าอย่างเต็มประสิทธิภาพ 

3. เพิ่มประสิทธิภาพการจัดส่งวัตถุดิบไปยังสาขา

ระบบ ERP สามารถแนะนำพื้นที่และเส้นทางการหยิบสินค้าที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น ด้วยการสแกน QR หรือ Barcode ผ่านอุปกรณ์ Handheld พร้อมกระบวนการ Re-check ก่อนดำเนินการจัดส่ง เพื่อลดความผิดพลาดและเพิ่มความเร็วในการจัดส่ง

4. ปกป้องความลับทางการค้าด้วยระบบความปลอดภัยขั้นสูง

ERP มีระบบควบคุมการเข้าถึงข้อมูลและบันทึกประวัติการใช้งาน ทำให้สามารถป้องกันการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับสิทธิ์อนุญาต ซึ่งช่วยปกป้องสูตรอาหารและข้อมูลสำคัญของธุรกิจ

5. เชื่อมต่อข้อมูลได้แบบ Real-time ช่วยให้ตัดสินใจที่แม่นยำขึ้น

ระบบ ERP สามารถเชื่อมต่อกับระบบ POS เพื่อดึงข้อมูลยอดขายและข้อมูลธุรกรรมต่างๆ ได้แบบ Real-time หรือตามรอบเวลาที่กำหนด ซึ่งช่วยลดภาระพนักงานในการบันทึกข้อมูลซ้ำซ้อน พร้อมทั้งสร้างรายงานวิเคราะห์ที่ละเอียดในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ยอดขาย ต้นทุน กำไรแบบเรียลไทม์ การทำรายงาน Food Cost รายวันที่แบ่งตามรายวันหรือตามรายสาขา การวิเคราะห์เมนูขายดีหรือเมนูขาดทุน การคำนวณกำไรแยกตามสาขาหรือตามประเภทอาหาร รวมไปถึงการวิเคราะห์วัตถุดิบที่นำไปใช้ประกอบอาหารมากที่สุด เป็นต้น

6. ควบคุมการผลิตในครัวกลางให้เป็นระบบ

ธุรกิจร้านอาหารสามารถใช้ฟีเจอร์ภายในระบบ Microsoft Dynamic 365 ที่มีชื่อว่า Master Planning เพื่อวางแผนการผลิตอาหารและ Production Orders ที่ช่วยติดตามคำสั่งซื้อของสาขา นอกจากนี้ ธุรกิจยังสามารถวางแผนการใช้วัตถุดิบและเวลาการผลิต ด้วยการใช้ฟีเจอร์ BOM (Bill of Materials) ซึ่งหมายถึงรายการวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้าแต่ละรายการ โดยระบุว่าวัตถุดิบที่ต้องใช้คืออะไรและในปริมาณเท่าใด ผสมผสานกับ Route หรือเส้นทางการผลิต ที่เป็นกระบวนการที่กำหนดว่าสินค้าต้องผ่านขั้นตอนอะไรบ้าง อีกทั้งระบบยังมีการเก็บประวัติการผลิตแบบ Audit trail ที่บันทึกประวัติการเปลี่ยนแปลงข้อมูลต่างๆ ทำให้สามารถย้อนตรวจสอบได้

7. จัดการการเบิกสินค้าและจัดส่งวัตถุดิบให้มีประสิทธิภาพ

ธุรกิจร้านอาหารสามารถจัดการการเบิกของจากสาขาและการส่งของจากครัวกลาง โดยภายในระบบ Microsoft Dynamic 365 สามารถทำได้ผ่านการใช้ฟีเจอร์ Transfer Orders หรือ Intercompany Order เพื่อให้สาขาสั่งผ่านระบบเลย รวมไปถึงมีระบบจัดรายการจัดส่ง (Picking List / Delivery Note) พร้อมติดตามสถานะ สามารถตรวจสอบสต๊อกครัวกลางและสาขาได้แบบ Real-time

8. ทำบัญชีได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น

ด้วยฟีเจอร์ภายใน Microsoft Dynamic 365 ธุรกิจร้านอาหารสามารถเชื่อมบัญชีแยกประเภทแบบอัตโนมัติ เนื่องจากมีระบบเชื่อมรายการจัดซื้อ การผลิตและการขาย เพื่อเข้าบัญชีโดยอัตโนมัติ ทำให้ต้นทุนขาย (COGS) ถูกลงบัญชีตามจริงเมื่อขายอาหาร อีกทั้งยังรองรับระบบบัญชีต้นทุนแบบมาตรฐาน (Standard Cost) และแบบต้นทุนจริง (Actual Cost) ที่ใช้ข้อมูลวัตถุดิบจริง ค่าแรงงานจริง และค่าใช้จ่ายการผลิตจริงเพื่อการประเมินมูลค่าต้นทุนการผลิต

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเมื่อใช้ระบบ ERP ในธุรกิจร้านอาหาร


ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเมื่อใช้ระบบ ERP ในธุรกิจร้านอาหาร

ลดต้นทุนการดำเนินงาน

  • ประหยัดค่าแรงพนักงานในการบันทึกข้อมูลระหว่างระบบ
  • วางแผนกำลังคนได้แม่นยำ ลดการจ้าง OT กะทันหัน
  • ประหยัดค่าไฟในคลังที่ไม่ต้องเปิดไฟตลอดเวลา

เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

  • การจัดเตรียมสินค้ารวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น
  • ลดความผิดพลาดในการหยิบสินค้า
  • การตรวจนับสต็อกทำได้รวดเร็วและถูกต้อง

ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจทางธุรกิจ

  • ได้งบการเงินที่ละเอียดและแม่นยำ
  • วิเคราะห์ผลประกอบการได้หลายมิติ
  • พยากรณ์ยอดขายและวางแผนอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เริ่มต้นใช้งานระบบ ERP กับธุรกิจร้านอาหารของคุณ


การนำระบบ ERP มาใช้กับธุรกิจร้านอาหารเริ่มต้นจากการเก็บ Requirement และศึกษาพฤติกรรมการทำงานของพนักงาน เพื่อหาวิธีการที่เหมาะสมระหว่างคนกับระบบ สำหรับ Microsoft Dynamics 365 Finance and Supply Chain Management นั้นงบประมาณสำหรับการติดตั้งระบบ ERP มาตรฐานสำหรับธุรกิจร้านอาหารอยู่ที่ประมาณ 6.5 ล้านบาท (ไม่รวม Production module, License และ Azure VM)

ยกระดับธุรกิจร้านอาหารด้วยระบบ ERP


ระบบ ERP ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการดำเนินงานต่างๆ แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและเติบโตในยุคดิจิทัล หากธุรกิจคุณกำลังมองหาโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการขององค์กร Innoviz Solutions พร้อมให้คำปรึกษาและนำเสนอโซลูชันที่เหมาะสม ติดต่อเราได้ที่ :

ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจทวีความเข้มข้นขึ้น การมีระบบบริหารจัดการทรัพยากรภายในองค์กรที่สามารถช่วยควบคุมต้นทุนและนำทรัพยากรต่างๆ มาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพสูงสุด จึงเป็นปัจจัยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยระบบ Enterprise Resource Planning (ERP) สามารถเสริมศักยภาพขององค์กรได้ใน 3 ส่วนหลักด้วยกัน

Purpose of ERP - 3 เหตุผลว่าทำไมองค์กรยุคใหม่ควรลงทุนกับระบบ ERP

1. รองรับการเติบโตสู่ตลาดทุน (IPO)

การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) เป็นเป้าหมายที่ต้องมีการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบ โดย ERP มีบทบาทสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและหน่วยงานกำกับดูแล

การมีระบบ ERP สามารถช่วยให้ธุรกิจจัดเตรียมและจัดทำผลการดำเนินงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น จากการจัดเก็บเอกสารต่างๆ ให้อยู่ภายใต้ระบบเดียวกัน ไม่กระจัดกระจาย ง่ายต่อการค้นหาและนำข้อมูลมาใช้งาน เมื่อเอกสารและรายงานทางการเงินได้รับการจัดการอย่างมีระบบ จะช่วยให้ธุรกิจสามารถออกงบการเงินได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และเป็นไปตามมาตรฐานบัญชีตามข้อกำหนด

นอกจากนี้ ERP สามารถเข้ามาช่วยได้ทั้งในส่วนที่เป็น Operational Control และ Management Control เนื่องจากระบบ ERP เป็นระบบที่เชื่อมโยงการทำงานภายในองค์กรครอบคลุมได้ทุกส่วนงาน ไม่ว่าจะเป็นระบบการเบิกจ่ายสินค้า หรือระบบอนุมัติต่างๆ ทำให้กระบวนการทั้งหมดดำเนินไปอย่างมีขั้นตอน สามารถตรวจสอบได้ นอกจากนี้ การมีระบบยังช่วยสร้างความมั่นใจว่า องค์กรมีการเก็บข้อมูลครบถ้วน ปลอดภัย สามารถกำหนดสิทธิ์ผู้ใช้ตามตำแหน่งหน้าที่ แม้ว่าไม่ได้มีข้อกำหนดโดยตรงเกี่ยวกับระบบ ERP แต่การมีระบบที่ดีมีมาตรฐานจะช่วยให้กระบวนการตรวจสอบทั้ง Internal Audit และ External Audit ผ่านไปได้อย่างราบรื่น

2. รองรับการขยายตัวอย่างไร้ขีดจำกัด (Scalability & Growth)

เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น การมีระบบที่รองรับการขยายตัวได้จึงมีความสำคัญ ระบบ ERP ที่ดีสามารถปรับขนาดตามการเติบโตขององค์กรโดยไม่ต้องเปลี่ยนระบบใหม่ ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการย้ายข้อมูล รวมถึงไม่ต้องอบรมพนักงานใหม่ ระบบสามารถรองรับปริมาณธุรกรรมที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นใบสั่งซื้อ จำนวนลูกค้า หรือปริมาณการผลิต โดยยังคงประสิทธิภาพการทำงานเดิม

เมื่อองค์กรเปิดสาขาใหม่ ขยายสายการผลิต หรือเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ ระบบ ERP ช่วยให้การขยายธุรกิจเป็นเรื่องรวดเร็วขึ้น สาขาใหม่สามารถใช้ระบบเดียวกับสำนักงานใหญ่ที่เชื่อมโยงถึงกัน ทำให้ผู้บริหารมองเห็นผลประกอบการแต่ละสาขาแบบทันที เปรียบเทียบประสิทธิภาพ และถ่ายโอนทรัพยากรระหว่างสาขาได้คล่องตัว รองรับองค์กรที่มีบริษัทในเครือหลายแห่ง

นอกจากนี้ ระบบ ERP ยังรองรับการทำงานแบบ Cloud  ทำให้องค์กรไม่ต้องลงทุนในฮาร์ดแวร์ล่วงหน้า สามารถเพิ่มหรือลดทรัพยากรได้ตามความต้องการใช้งานจริง ช่วยบริหารกระแสเงินสดอย่างมีประสิทธิภาพ พนักงานเข้าถึงระบบได้จากทุกที่ รองรับ Remote และ Hybrid Working พนักงานขายสร้างใบเสนอราคาได้ขณะพบลูกค้า ผู้จัดการตรวจสอบสายการผลิตได้จากบ้าน ผู้บริหารอนุมัติเอกสารได้ระหว่างเดินทาง ทำให้องค์กรคล่องตัวและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ

3. มองเห็นภาพรวมองค์กรแบบ Real-time (Business Health-Check)

ในยุคที่ข้อมูลคือพลัง การมีข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และทันเวลา คือปัจจัยชี้วัดความสำเร็จทางธุรกิจ ระบบ ERP สามารถทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูลที่รวบรวมทุกกิจกรรมขององค์กรไว้ในที่เดียว

ผู้บริหารสามารถเห็น Dashboard ที่แสดงสถานะขององค์กรแบบ Real-time ตั้งแต่ยอดขาย สต็อกสินค้า กระแสเงินสด ไปจนถึงประสิทธิภาพการผลิต ทุกอย่างเชื่อมโยงกันอย่างอัตโนมัติ ไม่ต้องรอรายงานจากแต่ละแผนกที่อาจใช้เวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์

การมีข้อมูลที่รวมศูนย์และอัปเดท ยังช่วยให้การตัดสินใจมีความแม่นยำมากขึ้น สามารถวิเคราะห์แนวโน้ม คาดการณ์อนาคต และปรับกลยุทธ์ได้ทันท่วงที เช่น เมื่อเห็นว่ายอดขายสินค้าบางรายการลดลง สามารถตรวจสอบได้ทันทีว่าเป็นเพราะปัญหาด้านการผลิต การจัดส่ง หรือการตลาด และแก้ไขได้ทันเวลาก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาใหญ่

ยกระดับประสิทธิภาพธุรกิจด้วย ERP

ดังนั้น การนำระบบ ERP มาใช้ไม่ได้เป็นเพียงการอัปเกรดเทคโนโลยี แต่เป็นการยกระดับกระบวนการทำงานขององค์กรอย่างครอบคลุม และวางรากฐานสำหรับอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมความพร้อมสู่ตลาดทุน การรองรับการเติบโตที่จะเกิดขึ้น หรือการมีข้อมูลเพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำ

Bluebik และ Innoviz Solutions มีประสบการณ์ให้บริการด้าน ERP ในหลากหลายอุตสาหกรรม ที่พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญและพันธมิตรที่แข็งแกร่ง สามารถช่วยให้ธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) ได้อย่างราบรื่น ก้าวข้ามความท้าทายอันซับซ้อน และสร้างโอกาสการเติบโตใหม่ๆ หากองค์กรใดสนใจใช้งานระบบ ERP สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ :

ธุรกิจจะเล็กหรือใหญ่ก็โตได้ด้วย ERP – เจาะกรณีศึกษา 3 ภาคอุตสาหกรรม

ธุรกิจจะเล็กหรือใหญ่ก็โตได้ด้วย ERP

ในโลกธุรกิจยุคใหม่ กระบวนการหลังบ้านของธุรกิจได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขัน โดยหากการบริหารจัดการกระบวนการหลังบ้านไม่มีประสิทธิภาพมากพอ ข้อมูลกระจัดกระจาย และไม่มีการรวมศูนย์ที่ชัดเจน สามารถส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของธุรกิจได้อย่างคาดไม่ถึง ไม่ว่าจะเป็น การตัดสินใจผิดพลาดจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง การขาดทุนจากการที่ข้อมูลไม่ครบถ้วน หรือการสูญเสียลูกค้าจากบริการที่ล่าช้าเพราะข้อมูลซ้ำซ้อนและไม่ตรงกัน ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการขยายตัวในอนาคต

ระบบบริหารจัดการทรัพยากรในองค์กร (Enterprise Resource Planning: ERP)

เป็นเครื่องมือบริหารจัดการกระบวนการหลังบ้านให้เป็นระบบ ครอบคลุมทุกขั้นตอนของธุรกิจ ทำหน้าที่ช่วยรวบรวม จัดเก็บ จัดการ และรวมศูนย์ข้อมูลจากแผนกต่างๆ เพื่อเชื่อมโยงระบบการทำงานจากทุกหน่วยงานภายในองค์กร ทำให้ธุรกิจสามารถนำข้อมูลไปใช้ช่วยให้กระบวนการทำงานต่างๆ มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อีกทั้งยังองค์กรยังสามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์ต่อยอดให้กลายเป็นข้อมูลเชิงกลยุทธ์ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อเชื่อมโยงระบบ ERP เข้ากับเทคโนโลยีอื่น เช่น ระบบ BI (Business Intelligence), IoT หรือแม้แต่ AI

อย่างไรก็ตาม การนำ ERP ไปประยุกต์ใช้จริงกับธุรกิจนั้นมีความแตกต่างกันไปในแต่ละภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากทุกภาคอุตสาหกรรมต่างมีความท้าทายเฉพาะ ทำให้แนวทางการแก้ไขความท้าทายด้วย ERP ต้องตอบโจทย์เฉพาะตัวด้วยเช่นกันโดยบทความนี้ได้รวบรวมปัญหาและความท้าทายที่แต่ละภาคอุตสาหกรรมเผชิญ พร้อมกรณีศึกษาเบื้องต้นในการนำ ERP ไปประยุกต์ใช้จริงใน 3 ภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และหน่วยงานภาครัฐและการศึกษา

อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม


ERP อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม

ปัญหาหลังบ้านที่ธุรกิจเผชิญ ⚠️

  1. การจัดการวัตถุดิบที่วุ่นวาย – ธุรกิจร้านอาหารหลายแห่งประสบปัญหาการสั่งซื้อวัตถุดิบที่ผิดพลาดบ่อยครั้ง บ้างก็สั่งน้อยจนไม่พอใช้ ต้องหาซื้อเพิ่มด้วยราคาแพง บ้างก็สั่งมากไปจนล้นพื้นที่จัดเก็บและเน่าเสีย กระทบรายได้อย่างหนัก เพราะคุมต้นทุนและปริมาณวัตถุดิบได้ยาก
  2. ระบบคลังสินค้าที่ไร้ระเบียบ – หากครัวกลางไม่มีระบบจัดเก็บวัตถุดิบให้เป็นระเบียบ การค้นหาวัตถุดิบจะเกิดความล้าช้าและค้นหายาก จนในบางกรณีทำให้ของเน่าเสีย หรือหยิบจัดส่งวัตถุดิบผิด เพราะหน้าตาคล้ายกัน ส่งผลต่อรสชาติอาหารและความพอใจของลูกค้า
  3. ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยข้อมูล – หากไม่มีระบบการจัดการข้อมูลที่ปลอดภัย ข้อมูลที่เป็นความลับทางการค้าเหล่านี้อาจสุ่มเสี่ยงรั่วไหลไปยังคู่แข่ง และส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาวได้ 
  4. การขาดข้อมูลสำหรับการตัดสินใจ – หากธุรกิจร้านอาหารไม่มีระบบเก็บข้อมูลที่รวมศูนย์ไว้ที่เดียว การบันทึกข้อมูลของธุรกิจไว้ในหลายๆ ระบบแยกส่วนกัน อาจทำให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน คลาดเคลื่อน หรืออาจเกิดความผิดพลาดขึ้น ส่งผลให้ไม่สามารถนำข้อมูลไปใช้วิเคราะห์เพื่อช่วยบริหารธุรกิจและตัดสินใจ
  5. ระบบการผลิตและจัดส่งที่ไม่มีประสิทธิภาพ – หากไม่มีระบบศูนย์กลางเพื่อควบคุมการผลิตสินค้าและระบบติดตามการจัดส่ง อาจทำให้เกิดปัญหาการกระจายสินค้าผิดพลาด และควบคุมประเมินจำนวนการผลิตได้ยาก ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเนื่องไปถึงต้นทุนของธุรกิจ

ERP แก้ปัญหาให้ธุรกิจได้อย่างไร⚙️ 

  1. ระบบจัดการคลังสินค้าอัตโนมัติ – ระบบ ERP สามารถช่วยบริหารจัดการกระบวนการต่างๆ ให้เป็นไปอย่างอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนการสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้า โดยเชื่อมต่อกับระบบขายหน้าร้าน (POS) เพื่อรับข้อมูลคำสั่งซื้อจากหน้าร้านโดยตรง รวมถึงมีระบบจัดการสินค้าคงคลังอัตโนมัติช่วยคำนวณปริมาณการสั่งซื้อที่เหมาะสม ลดการสูญเสียจากวัตถุดิบเน่าเสียและลดต้นทุนการสั่งซื้อฉุกเฉินได้อย่างมีนัยสำคัญ
  2. เทคโนโลยีติดตามและระบุตัวตน – ระบบ Barcode และ RFID ช่วยในการติดตามวัตถุดิบตั้งแต่เข้าครัวจนถึงการใช้งาน ช่วยลดข้อผิดพลาดในการหยิบวัตถุดิบผิด อีกทั้งยังมีระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูลขั้นสูง เพื่อปกป้องสูตรอาหารและข้อมูลสำคัญ ด้วยการควบคุมการเข้าถึงแบบหลายระดับ
  3. ระบบรายงานและการตัดสินใจแบบเรียลไทม์ – Dashboard ที่แสดงข้อมูลแบบ Real-time ช่วยผู้บริหารตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ขณะที่ระบบเอกสารดิจิทัลลดเวลาการทำบัญชีลงอย่างมาก และระบบติดตามการจัดส่งแบบ GPS ช่วยให้การกระจายสินค้าแม่นยำและตรงเวลา

อุตสาหกรรมการผลิต 


ERP อุตสาหกรรมการผลิต

ปัญหาหลังบ้านที่ธุรกิจเผชิญ⚠️

  1. ระบบงานแยกส่วนที่สับสน – ในธุรกิจการผลิตที่ระบบงานแยกส่วนกัน ไม่ว่าจะเป็นส่วนการผลิต การจัดการวัสดุ หรือการจัดซื้อ ถ้าตัวโปรแกรมที่ใช้งานไม่ได้เชื่อมโยงข้อมูลและกระบวนการให้เป็นไปอย่างสอดคล้องกัน อาจทำให้ข้อมูลกระจัดกระจาย ขาดหาย หรือไม่ครบถ้วน ส่งผลให้การทำงานไม่มีประสิทธิภาพ และเสียเวลาในการค้นหาข้อมูลจากหลายระบบ
  2. การวางแผนการผลิตที่ไม่เป็นระบบ – หากไม่มีระบบวางแผนการผลิตที่เป็นระบบจะทำให้ไม่สามารถจัดสรรการใช้วัตถุดิบ กำลังการผลิต และการจัดส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่สามารถกำหนดมาตรฐานของระบบการผลิตและวางแนวทางควบคุมคุณภาพสินค้า ซึ่งส่งผลให้คุณภาพสินค้าไม่สม่ำเสมอ
  3. การบันทึกข้อมูลแบบเก่าที่ล้าสมัย – ฝั่งโรงงานส่วนใหญ่ยังบันทึกข้อมูลผ่าน Word และ Excel ทำให้เกิดการทำงานที่ซ้ำซ้อนและไม่มีประสิทธิภาพ เสี่ยงเกิดข้อผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลผิดและข้อมูลสูญหาย

ERP แก้ปัญหาให้ธุรกิจได้อย่างไร⚙️

  1. ระบบวางแผนการผลิตที่ครอบคลุม – การนำ ERP ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับภาคอุตสาหกรรมการผลิตมาใช้ ช่วยให้ธุรกิจมีระบบการผลิตที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จากการสามารถมองเห็นภาพรวมการทำงานทั้งหมดของทุกแผนกในองค์กร ตั้งแต่การเงิน การบัญชี การจัดการวัตถุดิบ และการบริหารจัดการลูกค้า ทำให้วางแผนการสั่งซื้อและผลิตสินค้าได้อย่างครอบคลุมต้้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
  2. ควบคุมและพัฒนาคุณภาพกระบวนการทำงาน – ระบบ ERP สามารถช่วยติดตามคุณภาพผลิตภัณฑ์ตลอดกระบวนการผลิต ช่วยแนะนำการลดต้นทุนในส่วนที่ไม่จำเป็น อีกทั้งยังมีระบบ Business Intelligence ที่สามารถประเมินผลข้อมูลแบบเรียลไทม์ และนำข้อมูลไปวิเคราะห์ต่อ ทำใหผู้บริหารมองเห็นประสิทธิภาพการผลิต ความต้องการของตลาด และแนวโน้มต้นทุนได้ทันที
  3. บันทึกข้อมูลได้รวดเร็วผ่านแอปพลิเคชันมือถือ – ระบบ ERP ที่สามารถใช้งานได้ทั้งในคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟน ช่วยให้พนักงานในโรงงานสามารถบันทึกข้อมูลการผลิตผ่านแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟนได้อย่างรวดเร็วและเป็นไปแบบอัตโนมัติ ทำให้ลดข้อผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลลงได้

ภาครัฐและการศึกษา 


EERP ภาครัฐและการศึกษา

ปัญหาหลังบ้านที่ธุรกิจเผชิญ⚠️

  1. ข้อมูลกระจัดกระจายและไม่เชื่อมต่อกัน – หน่วยงานหลายแห่งมีการเก็บข้อมูลแยกส่วนกันและกระจัดกระจาย ทำให้ไม่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขาดการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่างๆ ส่งผลให้การหาข้อมูลนักศึกษา ข้อมูลการเงิน หรือข้อมูลงานวิจัยใช้เวลานานมาก
  2. ปัญหาการจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาล – การจัดการข้อมูลจำนวนมากของนักศึกษา อาจารย์ และบุคลากรความยุ่งยากซับซ้อน อย่างการจัดการและประมวลผลข้อมูลที่มีปริมาณสูง โดยเฉพาะในช่วงการลงทะเบียนเรียนและการสอบ
  3. การควบคุมงบประมาณที่ซับซ้อน – หน่วยงานหลายแห่งมีงบประมาณจากหลายแหล่ง ทำให้การควบคุมการใช้จ่ายและการรายงานงบประมาณมีความยากในการตรวจสอบและติดตามการใช้งบประมาณในแต่ละโครงการ
  4. ความเสี่ยงด้านการรักษาความปลอดภัยข้อมูล – ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยข้อมูลเป็นความกังวลสำคัญ เนื่องจากหลายหน่วยงานมีข้อมูลหลากหลายส่วนและมีข้อมูลปริมาณมหาศาล รวมถึงความซับซ้อนในการปฏิบัติตามข้อกำหนดและกฎระเบียบต่าง ๆ การจัดการข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลสำคัญของหน่วยงาน
  5. การประสานงานที่ขาดประสิทธิภาพ – การประสานงานที่ไม่ต่อเนื่องระหว่างหน่วยงานต่างๆ เนื่องจากขาดระบบที่เชื่อมโยงกระบวนการทำงานระหว่างแผนกต่างๆ และการทำงานแบบแยกส่วน ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนและไม่มีประสิทธิภาพ

ERP แก้ปัญหาให้ธุรกิจได้อย่างไร⚙️

  1. ระบบจัดการข้อมูลแบบครบวงจร -ระบบ ERP ที่ปรับให้เหมาะสำหรับหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษา สามารถช่วยให้ข้อมูลต่างๆ เก็บรวบรวมอยู่ที่ศูนย์กลาง ขณะที่ระบบ Student Information System (SIS) รวมข้อมูลนักศึกษาทั้งหมดไว้ในที่เดียว ตั้งแต่การสมัครเรียนจนสำเร็จการศึกษา ลดเวลาการค้นหาข้อมูลลงอย่างมีนัยสำคัญ
  2. ระบบจัดการงบประมาณแบบเรียลไทม์ – ระบบ Financial Management ช่วยติดตามงบประมาณแบบ Real-time พร้อมระบบเตือนเมื่อใกล้เกินงบหรือใช้จ่ายผิดประเภท ลดข้อผิดพลาดการใช้งบประมาณลงอย่างชัดเจนและเพิ่มความโปร่งใสในการใช้งบประมาณ
  3. ระบบเชื่อมโยงกระบวนการทำงาน – ระบบ Workflow Management ช่วยเชื่อมโยงกระบวนการทำงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ลดขั้นตอนการดำเนินงานลงอย่างมาก และระบบ Document Management ช่วยจัดเก็บเอกสารดิจิทัลอย่างปลอดภัยและค้นหาได้รวดเร็ว
  4. ระบบรักษาความปลอดภัยมาตรฐานสากล – ระบบรักษาความปลอดภัยตามมาตรฐาน ISO 27001 และ PDPA สามารถปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลสำคัญ พร้อม Audit Trail ครบถ้วนเพื่อการตรวจสอบ

ยกระดับประสิทธิภาพธุรกิจด้วย ERP


จากแนวทางการนำ ERP ไปใช้แก้ไขปัญหาที่แต่ละภาคอุตสาหกรรมเผชิญนั้น ERP ไม่ได้เป็นเพียงแค่ระบบซอฟต์แวร์หนึ่ง แต่เป็นเครื่องมือเปลี่ยนแปลงธุรกิจที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ หรือสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม การเลือก ERP ที่เหมาะสมกับธุรกิจและอุตสาหกรรมเป็นหัวใจสำคัญ เนื่องจากแต่ละอุตสาหกรรมมีความต้องการที่แตกต่างกัน การเลือกระบบที่ตอบโจทย์เฉพาะจะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด รวมถึงการเลือกพาร์ทเนอร์ที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาและพัฒนาระบบ ERP

การเริ่มต้นวางแผนการนำ ERP มาใช้ตั้งแต่วันนี้อาจจะเป็นตัวสร้างความได้เปรียบสำคัญของธุรกิจ เพราะในยุคที่ข้อมูลคือพลัง ธุรกิจที่สามารถนำข้อมูลไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้จะเป็นผู้ชนะในการแข่งขัน

Bluebik และ Innoviz Solutions มีประสบการณ์ให้บริการด้าน ERP ในหลากหลายอุตสาหกรรม ที่พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญและพันธมิตรที่แข็งแกร่ง สามารถช่วยให้ธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) ได้อย่างราบรื่น ก้าวข้ามความท้าทายอันซับซ้อน และสร้างโอกาสการเติบโตใหม่ๆ หากองค์กรใดสนใจใช้งานระบบ ERP สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ :